การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาวาระสำคัญการเลือกตำแหน่งประธานสภาฯและตำแหน่งรองประธานสภาฯโดยมีนายวิโรจน์ เปาอินทร์ ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว เนื่องจากมีความอาวุโสที่สุด

โดยทันทีที่เข้าสู่วาระ ตามตกลง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลได้เสนอ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นประธานสภา โดยไร้คู่แข่งจึงไม่ต้องมีการลงมติ ให้ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบทันที

 

จากนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ลุกขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ ว่า ขอบคุณ ส.ส. ที่เสนอชื่อให้มาทำหน้าที่ในครั้งนี้ ถ้าได้รับไว้วางใจให้เป็นประธานสภา ยืนยันว่า 1. จะทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลางทางการเมือง น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงให้ไว้กับสมาชิกสภา เมื่อวันที่ 3 ก.ค. มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป 2.จะทำหน้าที่โปร่งใน สุจริต ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และข้อบังคับการประชุมสภา 3.จะกำหนดแนวทางร่วมกับผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นรองประธานสภา ในการพิจารณาร่างกฎหมาย ญัตติ กระทู้ถามอย่างเป็นระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้ ส.ส. ทำหน้าที่เต็มความสามารถ 4.จะให้ความสำคัญในการปฏิบัติงานของกรรมาธิการ เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนทุกกรณี 5.จะร่วมกับ ส.ส. เพื่อดำเนินการนโยบายการต่างประเทศ งานของรัฐสภา เพื่อประโยชน์ของฝ่ายนิติบัญญัติ 6.จะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลสถาบันพระปกเกล้า ส่งเสริมงานนิติบัญญัติ และสนับสนุนงานทีวี และวิทยุรัฐสภาให้เป็นสถานีของประชาชน ในการส่งเสริมประชาธิปไตยไห้กับทุกภาคส่วนและยังยืนต่อไป

 

4 ก.ค.66 พิธา โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร

 

ภายหลังข้อสรุปการตัดสินใจร่วมกันระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมพรรคก้าวไกลถึงยอมถอยเรื่องตำแหน่งประธานสภาทั้งที่ได้ประกาศวาระที่ต้องการผลักดันไปแล้วกับประชาชน

 

ผมขอยืนยันว่าการตัดสินใจของเรา เราตัดสินใจภายใต้การรักษาเอกภาพการทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล พวกเราถอยจากเงื่อนไขเดิมที่พวกเราตั้ง ภายใต้เงื่อนไขการบริหารงานสภาภายใต้นโยบายที่พรรคก้าวไกลแถลงไปแล้ว

 

ก่อนที่เราจะทำการตัดสินใจ พวกเราได้มีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์วันนอร์ เราได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่า “สภาก้าวหน้า”, “สภาโปร่งใส”, “สภาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” จะเป็นนโยบายหลักภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรของอาจารย์วันนอร์

 

นอกจากนี้ อ.วันนอร์ยังให้คำมั่นกับพวกเราว่ากฎหมายสำคัญของพรรคก้าวไกล  เช่น สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม กฎหมายเพื่อกลุ่มพี่น้องแรงงาน และกฎหมายเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ จะไม่ถูกขัดขวางหรือถ่วงให้ช้าไม่ว่าด้วยความไม่ไว้วางใจหรือความไร้ประสิทธิภาพภายใต้การทำงานของ อ.วันนอร์

 

โดยส่วนตัว ผมได้มีโอกาสร่วมงานกันภายใต้พรรคร่วมฝ่ายค้านในรัฐบาลที่ผ่านมา ในทุกการประชุมร่วมกัน อ.วันนอร์ยืนอยู่ข้างเหตุผลและความถูกต้องอยู่เสมอ ซึ่งเป็นจุดร่วมกันกับที่พรรคก้าวไกล จนผมกล้าพูดได้ว่า อ.วันนอร์เป็นหนึ่งคนที่ผมสามารถไหว้ได้อย่างสนิทใจ

 

ภายใต้ฉากทัศน์ที่ไม่แน่นอนของการเมืองไทย พวกเราไม่ประมาทในทุกสถานการณ์ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจของพวกเรา พรรคก้าวไกลทำภายใต้ความคิดว่า “หลักการสำคัญกว่าตัวบุคคล” สาเหตุที่เราเสนอชื่อปดิพัทธ์ ไม่ใช่เพราะคุณปดิพัทธ์คือคุณปดิพัทธ์ แต่เพราะเราเชื่อว่าคุณปดิพัทธ์คือคนที่พรรคก้าวไกลเชื่อมั่นว่าจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาให้เป็นแบบที่เราอยากเห็นได้

 

สุดท้าย ไม่ว่าฉากทัศน์จะเป็นอย่างไร ผมพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ การตัดสินใจครั้งนี้ของพวกเราไม่ใช่การเอาประโยชน์ของผมหรือพรรคก้าวไกลเป็นตัวตั้ง แต่เป็นภารกิจเพื่ออนาคตการฟื้นฟูประชาธิปไตยของประเทศ

 

การตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขรัฐบาลผสม สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะเดินหน้าและถอยภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม การตัดสินใจของพรรคก้าวไกลในวันนี้ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเหตุผลทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่เราตัดสินใจจากคุณค่าพื้นฐานร่วมกันของพรรคในการทำงานการเมืองระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สำเร็จได้ โดยมีเส้นที่เราจะไม่สามารถล่วงล้ำได้เลย คือการทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่จังหวัดยะลา มีพี่น้องประชาชน ที่อยู่ภายในเขตเทศบาลนครยะลา เฝ้าติดตาม การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) อย่างใจจดจ่อ หวังให้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (เป็น ส.ส.11 สมัยติดต่อกัน) เป็นประธานสภา สมัยที่ 2

นายสมสิทธิ์ อายุ 60 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลนครยะลา ได้กล่าวว่า ตนอยู่ที่โรงเรียนสตรียะลาและไปช่วยงานอำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้มา 10 ปี รู้สภาพถึงสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดี ในความคิดเห็นของตน อาจารย์วันนอร์ มะทา ท่านเป็นคนที่มีบารมี ท่านมีคุณวุฒิสูง เป็นคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ชื่นชม ชมชอบตั้งแต่ท่านเป็นนักการเมืองมาจนถึงปัจจุบันนี้ท่านก็รักษาประวัติความดีของท่านมาโดยตลอด ชาวบ้าน 3 จังหวัด โดยเฉพาะตนเองเป็นคนจังหวัดยะลา โดยกำเนิด ก็เห็นด้วย เห็นด้วยมากๆที่ท่านเป็นประธานสภา ท่านเป็นคนกลาง ที่ท่านจะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลงานของท่านนี้ตั้งแต่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , รัฐมนตรีมหาดไทย , เป็นรัฐมนตรีช่วยและก็เป็นหลายๆตำแหน่ง ท่านมีคุณสมบัติพร้อมที่จะมาเป็นประธานผู้แทนราษฎร ความคิดเห็นของตน และเพื่อนๆพี่ๆที่อยู่ในสภากาแฟในจังหวัดยะลาในทุกวันเขาพูดถึงว่าคนที่จะเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นคนที่มีบารมี มีคุณวุฒิ มีคุณสมบัติ ที่พร้อมที่จะประสานงานกับทุกๆพรรคได้ผมนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะผมเองนี้เชียร์มาก เพราะท่านเป็นคนที่ดีจริงๆในความคิดเห็นของผม รัฐบาลใหม่ คงจะดีขึ้น เพราะว่าท่านเองตอนที่ท่านเป็นรัฐมนตรีท่านเองสามารถสร้างความเจริญให้กับบ้านเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมากท่านอาจารย์วันนอร์ โดยเฉพาะจังหวัดยะลา ท่านสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น ประชาชนเมืองยะลาในตัวเมืองของบ้านในทั่วๆไป ในพื้นที่ 3 จังหวัดและก็เห็นผลงานชัดเจน เช่น ถนนสาย 418 ทุกวันนี้เส้นทางถนน 418 เป็นเส้นทางที่ท่านเป็นคนดำริขึ้นมา ท่านเป็นคนที่ว่าสร้างถนนสายนี้มาทำให้ความเจริญของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มาจาก ปัตตานี นราธิวาส ยะลา อย่างนี้สามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วนี่คือผลงานของท่าน

 

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นครั้งแรกของสมัยประชุมนี้ โดยมี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว วาระเลือกตั้งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1

 

โดย นายประเสริฐ จันทรวงทอง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1

 

ขณะที่ นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี รวมไทยสร้างชาติ ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แข่งขันทำให้ที่ประชุมต้องลงมติแบบลับ

 

จากนั้นนายปดิภัทธ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ โดยระบุว่า ขอบคุณสำหรับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่และความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่จะมีโอกาสได้สนับสนุนองค์กรในกระบวนการนิติบัญญัติและสนับสนุนงานของประธานสภาที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิก

"เราอยากจะเห็นประชาชนกลับมามั่นใจในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ในกระบวนการนิติบัญญัติที่กฎหมายทุกฉบับจะได้รับการพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะทำให้สภานิติบัญญัติกลับมามีตัวตนและศักดิ์ศรี โดยไม่อยู่ใต้อาณัติของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นสิ่งถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่ควรต้องยึดถือและสนับสนุนให้เกิดขึ้น"

 

ด้าน นายวิทยา กล่าวว่า ขอบพระคุณที่ได้เสนอตนขึ้นมาที่จะเป็นรองประธานสภาคนที่หนึ่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ควบคู่กับประธานสภาตามภารกิจที่มอบหมาย พร้อมระบุว่า ใจความสำคัญของการทำหน้าที่ของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ หลักก็คือความเป็นกลาง ในสิ่งที่สำคัญก็คือรักษาองค์กรของสภานิติบัญญัติให้เป็นสภาที่ทรงเกียรติและเป็นสภาที่ศักดิ์สิทธิ์พอในการที่จะออกกฎกติกา กฎหมาย ให้กับบ้านเมือง แน่นอนประเทศของเราเป็นนิติรัฐ คือรัฐที่ต้องบริหารโดยกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาและกฎหมาย ที่นี่ประธานและองค์ประชุมของสมาชิกทั้งหมดคือสถานที่ที่จะออกกฎกติกาของสังคมทั้งหมด

 "ผมเชื่อมั่นว่าถ้าทำหน้าที่ในตำแหน่งรองประธานสภาฯ ผมพร้อมที่จะปฏิบัติตามแนวนโยบายของประธานสภาและสามารถที่จะทำหน้าที่ให้ความเป็นกลาง ให้ความเสมอภาคกับเพื่อนสมาชิก และผมมั่นใจว่าจะรักษาเกียรติภูมิและหน้าตาของรัฐสภารัฐสภา สภานิติบัญญัติของเรา ให้เป็นที่เชื่อมั่นเชื่อถือของประชาชน"

 

ภายหลังการนับคะแนนเสร็จสิ้น ปรากฏว่านายปดิพัทธ์ ได้ 312 คะแนน ขณะที่นายวิทยา ได้105 คะแนน งดออกเสียง 77 บัตรเสีย 2 ใบ

 

จึงได้ข้อสรุปว่านายปดิพัทธ์ ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยได้ 312 เสียง เป็นประธานสภาคนที่ 1

 

ทั้งนี้ มีรายงานว่าพรรคที่งดออกเสียง เป็นส.ส.จากพรรคภูมิใจไทย

 

นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวภายหลังพลาดตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ว่า ตัวเลขของพรรคที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันดี พร้อมยืนยันการเสนอชื่อตัวเองในวันนี้ ก็เพื่อแสดงท่าทีว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สนับสนุนนโยบายหลายอย่างของพรรคก้าวไกล จึงพร้อมที่จะยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 112 การแบ่งแยกดินแดน และการเปลี่ยนวันชาติ ซึ่งหลายหลายเรื่องพรรคและประชาชนรับไม่ได้ ตนจึงมีหน้าที่สะท้อนการทำงานอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการดังกล่าว

 

ส่วนผลคะแนนที่ได้และมีทั้งงดออกเสียง และไม่ลงคะแนนนั้น ส่วนตัวไม่มีปัญหาใดๆ เพราะไม่ได้มีการหารือจริงจังกับแต่ละพรรค ซึ่งสิ่งที่ออกมาเป็นการแสดงท่าทีของพรรครวมไทยสร้างชาติ หากใครเห็นด้วยและคิดแบบนี้ก็ให้เดินตามมา แต่หากไม่เห็นด้วยและยังไม่มั่นใจ ก็ไม่เป็นไร

 

นายวิทยา ยังเห็นว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ และว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อไทย เพียงแค่แยกออกมาจากพรรคเพื่อไทย และมีความสัมพันธ์ดีกว่าพรรคก้าวไกล จึงมองว่าเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะในก้าวที่หนึ่ง ส่วนก้าวที่สองและสาม ก็จะดูออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

“ผมรู้จักกับอาจารย์วันนอร์ ตั้งแต่อยู่พรรคความหวังใหม่ จนสุดท้ายอยู่พรรคเพื่อไทย จึงมีความผูกพันสูงมากกว่าพรรคก้าวไกล ดังนั้นงานนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ถอย แต่เป็นการเดินทีละก้าว แล้วกินข้าวทีละคำ แล้วก็หมดจาน” นายวิทยา กล่าว

 

ส่วนคะแนนที่นายปดิพัทธิ์ได้ 312 เสียงนั้น ก็ถือว่าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลไม่แตกแถว แต่ขอให้รักษาไปจนถึงวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แล้วให้คาดการณ์ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น

 

“จะประคองคะแนน 312 เสียง ไปจนถึงวันโหวตนายกฯ ได้หรือไม่ ก็อยู่ที่การประคองความรู้สึกกัน เพราะวันนี้ความรู้สึกได้เริ่มผ่อนคลายลงมา ไม่ก้าวร้าว เพราะทีแรกจะเอาหมดทุกอย่าง ก้าวซะไกล กินเกินถ้วยชาม สุดท้ายก็แยกถ้วยชามมาให้อาจารย์วันนอร์ชามหนึ่ง ต่อไปก็ต้องรู้จักแบ่งปันคนอื่นจิตใจไม่คับแคบก็อยู่กันได้นาน แต่หากคับแคบก็จะเป็นบทเรียนไปเรื่อยๆ เป็นธรรมชาติของสรรพสัตว์ในโลก” นายวิทยา กล่าว

 

ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการเสนอแคนดิเดตนายกฯรัฐมนตรีแข่งพรรคจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพราะวันนี้ก็มีการเสนอชื่อแข่งรองประธานสภาฯ นายวิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการหารือ แต่เรื่องการลงแข่งรองประธานสภาในวันนี้ ตนได้มีการหารือภายในพรรค ซึ่งพรรคก็เห็นด้วย

 

นายวิทยา กล่าวปิดท้ายว่า หลังทราบผลลงคะแนนรองประธานสภาคนที่ 1 แล้ว นายปดิพัทธ์ได้เดินมาแสดงความยินดีกับตน ที่ได้แสดงความคิดเห็นอยู่ฝ่ายตรงข้าม ขณะที่ตนได้ให้กำลังใจกลับไป พร้อมบอกให้ใจเย็นๆ คิดอะไรให้รอบคอบ

 

จากนั้น พล.ต.ท.วิโรจน์ ได้เปิดให้เสนอชื่อเลือกรองประธานสภา คนที่สอง โดยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เสนอชื่อ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เพียงคนเดียว ซึ่งนายพิเชษฐ์ ได้แสดงวิสัยทัศน์ ก่อน พล.ต.ท.วิโรจน์ จะประกาศผลการลงคะแนน และปิดประชุมในเวลา 13.51 น.

 

วันนี้ 4 ก.ค.2566 รศ.ดร.นันทนา คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมืองมหาวิทยาลัยเกริก ได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองในตอนนี้ว่า วันนี้ที่ได้คุณวันนอร์มาเป็นประธานสภา โดยหลักการไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ว่าที่พรรคก้าวไกลยอมเป็นเพราะว่าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมก็เลยมาจบที่ตัวบุคคล โดยพรรคก้าวไกลเองก็ได้สื่อสารออกมาแล้วว่าคุณวันนอร์เป็นผู้ใหญ่ที่นานับถือและท่านก็แสดงเจตนาที่จะยุติระบอบเผด็จการมาโดยตลอดก็ต้องถือว่าพรรคก้าวไกลยอมเพราะประธานสภาเป็นคุณวันนอร์ ถือเป็นการถอยคนละก้าวเพื่อที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ถ้าเกิดว่คุณวันนอร์มานั่งเป็นประธานสภาปีนี้ เป็นเอกสิทธิ์ที่คุณวันนอร์จะสามารถเสนอชื่อคนที่จะขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯให้สองสภาโหวต การที่เสนอตรงนี้ ก็ต้องทำตามฉันทามติของประชาชน 25 ล้านเสียงเขาเลือกตั้งฝ่ายประชาธิปไตยมา เพราะฉะนั้น คุณพิธาในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกลที่ได้เสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง คุณวันนอร์ต้องเสนอเพื่อที่จะให้ ส.ส.และส.ว.โหวตให้กับคุณพิธาเป็นนายก โดยกระบวนการ

 

แต่เท่าที่เห็นท่าที่ของ ส.ว.ค่อนข้างจะไม่ค่อยชัดเจน คุณพิธาโดนสกัดตั้งแต่ต้นแล้ว คุณวันนอร์ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ของ 8 พรรคร่วม คุณวันนอร์ก็จะต้องยึดเอาฉันทามติของประชาชน ยังไงก็ตามต้องเสนอคุณพิธา เพื่อที่จะเข้าไปสู่การเสนอให้มีการเลือกจนกว่าคุณพิธาจะได้เป็นนายกฯ

 

ส่วนพรรคเพื่อไทยหากมีความจริงใจและไม่มีดีลลับใดๆ วันนี้ต้องแวดงความชัดเจนเพื่อแสดงให้เห็นว่าจะผลักคุณพิธาให้เป็นนายกฯจนถึงที่สุด เพราะถือว่าคุณพิธาได้ฉันทามติมาจากประชาชน คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งคือ ส.ว.ทั้งหลายไม่มีสิทธิ์ที่จะมาขัดขวางตรงนี้

 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 หลังชนะโหวตจากการแข่งขันกับ นายวิทยา แก้วภราดัย จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ในที่ประชุมสภาฯ ช่วงบ่ายที่ผ่านมา โดย นายพิธา กล่าวว่า เป็นการยืนยันถึงความเป็นเอกภาพของทั้ง 8 พรรคในการโหวต ซึ่งในส่วนของรองประธานสภาฯ คนที่ 1 มีการโหวตแข่ง ที่ชนะ 312 เสียง น่าจะเป็นทิศทางที่ดีว่าสิ่งที่ได้แถลงข่าวต่อประชาชนใน 2-3 ครั้งที่ผ่านมาสามารถผลักดันสิ่งต่างๆ ของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เป็นแนวโน้มที่ดีมากในการเข้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

 

ขณะเดียวกัน นายพิธา ยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า ในการพูดคุยกันของแกนนำพรรคก้าวไกล ประธานสภาฯ รวมถึงรองประธานสภาฯ ว่า กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องแรงงาน พี่น้องชาติพันธุ์ สุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม จะไม่เป็นอุปสรรคในการที่มีทั้ง 3 คนนี้เป็นบุคลากรของฝ่ายนิติบัญญัติ รวมไปถึงการผลักดันกฎหมายการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง และการปฏิรูปกองทัพ

 

ด้าน นายปดิพัทธ์ กล่าวว่า ขอบคุณในความสนใจการเลือกประธานสภาฯ วันนี้ทุกอย่างดำเนินด้วยความเรียบร้อย คะแนนเสียงที่ตนได้รับ ต่อให้จะมีการเสนออีกชื่อมา ก็เป็นบรรยากาศการแข่งขัน แสดงวิสัยทัศน์ และการโหวต จนได้รับความไว้วางใจเป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 อีกทั้งคณะทำงานมีข้อตกลงว่า ประธานสภาฯ และทีมประธานสภาฯ จะดำเนินการในวาระอย่างไรให้สภาไทยก้าวหน้า โปร่งใส และเป็นของประชาชนมากขึ้น ซึ่งตนเองมีโอกาสคุยกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งเห็นตรงกันในหลายมิติ จะผสมผสานระหว่างประสบการณ์ ความรู้ ความตั้งใจ และเทคโนโลยีใหม่ๆ คิดว่าจะเป็นส่วนผสมที่ดีมาก จะทำให้สภาฯ ก้าวหน้าได้ และสื่อมวลชนเป็นส่วนสำคัญมาก ขอน้อมรับทุกข้อเสนอที่จะทำให้การทำงานของสื่อดีขึ้น ซึ่งสภาฯ ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมากมาย ให้ประชาชนได้เข้ามาใช้และเป็นส่วนหนึ่ง

 

จากนั้น นายพิธา ตอบคำถามถึงกรณีการโหวต 312 เสียงให้กับ นายปดิพัทธ์ ว่า มีสมาชิก 1 คน ไม่ได้มา ส่วนนายวิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นประธาน ส่วนพรรคก้าวไกลมี ส.ส. 1 คน ยุติบทบาท แม้จะเป็นการลงมติครั้งแรก คิดว่าสามารถที่จะพูดได้ในความเป็นเอกภาพ 8 พรรค ยังเต็ม 100 ส่วนคำถามว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการโหวตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายพิธา ตอบพร้อมรอยยิ้มว่า "เป็นนิมิตหมายที่ดีครับ"

 

ผ่าแผน "วันนอร์" ดันพิธาฝ่าแรงต้าน ส.ว. "นันทนา" ชี้โหวตล่มให้สู้ต่อคนพ่าย คือ ส.ว.