กรมทรัพยากรธรณี เตือน!! ไม่ควรนำโคลนลาวา มาทาผิวหรือดื่ม หลังตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน และค่าความเป็นด่างสูง
กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แถลงผลการวิเคราะห์ตัวอย่าง น้ำ ดิน และโคลน ที่เกิดจากปรากฏการณ์ โคลนพุ หรือ โคลนลาวา ที่ บ้านหนองกุงน้อย ม.10 ต.โคกกระเบื้อง อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา หลังนำตัวอย่างดังกล่าวไปทดสอบด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์
นายนิวัติ มณีขัติย์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เปิดเผยว่า โคลนพุ มักพบในแอ่งที่เกษตรกร ใช้ทำการเกษตร หรือในทางน้ำ และที่ราบน้ำท่วมถึง ในภาคอีสาน ดินรอบบริเวณจะอ่อนนิ่ม ไม่สามารถรับน้ำหนักได้มาก บริเวณศูนย์กลางจะมีปล่องขนาดเล็ก มีน้ำไหลผุดออกมา พร้อมกับดินเหนียวปนดินทราย เมื่อแห้งแล้ว จะพบคราบเกลือสีขาวเกาะบนผิวดิน มีรสขม น้ำที่ไหลออกมาจากปากหลุม จะมีค่าความเป็นด่างค่อนข้างสูง
โคลนพุ เกิดจาก 3 สาเหตุ คือ 1.มีแรงดันใต้ดินสูง 2.มีรอยแยกในชั้นดิน ที่ยอมให้แรงดันน้ำ ไหลสู่ผิวดินได้ 3.มีกลุ่มแร่ ที่ทำปฏิกิริยากับน้ำ แล้วเกิดการพองตัว ไหลขึ้นมากับน้ำ
สำหรับผลกระทบของโคลนพุ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น คือ ผลกระทบที่เกิดจากสภาพของดิน ทำให้ไม่สามารถเพราะปลูกพืชได้ รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิตทรัพย์สิน และสัตว์เลี้ยง ที่อาจตกลงไปในหลุมโคลน จนเกิดอันตราย
เบื้องต้น ควรทำแนวกั้นไม่ให้ประชาชน และสัตว์เลี้ยงเข้าไปใกล้บริเวณดังกล่าว สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว ควรมีการศึกษาถึงปัจจัยและสาเหตุของการเกิดโดยละเอียด เพื่อวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่
ด้านนางอัปสร สะอาดสุด ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์และตรวจสอบทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรธรณี เผยว่า ตัวอย่างน้ำผิวดินจากโคลนพุ มีความเป็นด่างสูง (pH9.77) ค่าโลหะหนักต่ำกว่ามาตรฐาน แต่มีค่าสารหนูเกินมาตรฐาน จึงไม่ควรนำมาดื่ม
ส่วนตัวอย่างโคลน มีค่าความเป็นด่างสูง (pH9.20) หากสัมผัสผิวหนัง อาจเกิดการระคายเคืองได้ ส่วนค่าโลหะหนัก ไม่เกินมาตรฐานคุณภาพดินที่ใช้ประโยชน์เพื่อการอยู่อาศัยและเกษตรกรรม

















