ศาลให้ประกัน "บูม จิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต " ตีวงเงินประกัน 2 ล้านบาท เชื่อไม่มีส่วนหลอกซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล ขณะที่ตำรวจกองปราบปราม เตรียมออกหมายจับ ผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 6 คน

พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เบิกตัว นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม อายุ 27 ปี นักแสดงวัยรุ่น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในคดีร่วมกันฟอกเงิน ที่หลอก นักธุรกิจชาวฟินแลนด์ ลงทุนเงินสกุลดิจิทัล หรือบิทคอยน์ มูลค่ากว่า 797 ล้านบาท ออกจากห้องคุมขัง เพื่อนำตัวส่งศาลอาญา ฝากขังผัดแรก

โดยมี กลุ่มเพื่อน เดินทางเข้าเยี่ยม และพูดคุยบริเวณหน้าห้องควบคุม นายบูม มีสีหน้าวิตกกังวล พูดกับเพื่อนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเพื่อน ๆ ต่างให้กำลังใจ ซึ่งตลอดการถูกควบคุมตัวเพื่อทำการสอบสวนทั้งคืนที่ผ่านมานายบูมยังคงให้การปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ อ้างว่า บัญชีที่มีเงินโอนเข้ามาถูกพี่ชายนำไปใช้เท่านั้น

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้คุมตัว นายบูมไป ยื่นคำร้องขอฝากขังผัดแรก ต่อศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 10-21 สิงหาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลเกี่ยวข้องการทำธุรกรรมอีก 10 ปาก และรอเอกสารทางการเงินของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับรอผลตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือ

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวน คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีมูลค่าความเสียหายสูง และเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี และเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ต่อมาญาติของนายบูม ได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงินสด 2 ล้านบาทขอปล่อยตัวชั่วคราว พร้อมคำร้องประกอบการพิจารณาระบุว่า ผู้ต้องหาทำงานเป็นนักแสดง มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง รวมทั้งไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี  ขณะถูกจับกุม ก็กำลังทำงานถ่ายละคร

ศาลพิเคราะห์พฤติการณ์แล้วเห็นว่า เชื่อว่า ผู้ต้องหาไม่มีส่วนร่วมเจรจากับผู้เสียหายให้มาลงทุน อีกทั้ง ยังจับกุมผู้ต้องหาในทางสาธารณะ ไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนี จึงอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว โดยกำหนดเงื่อนไข ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

ขณะที่ พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม เปิดเผยความคืบหน้าคดีนี้ว่า นางสาว สุพิชฌา พี่สาวนายบูม ที่ตำรวจออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ ได้ประสานผ่านคนกลางติดต่อเข้ามา เพื่อขอมอบตัว แต่ยังไม่ได้ระบุวันเวลาสถานที่ จากข้อมูลพบว่า เจ้าตัวยังคงอยู่ในประเทศไทย ไม่ได้หลบหนีไปต่างประเทศ ส่วน นายปริญญา พี่ชายนั้น ยังไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด

 

เตรียมออกมายจับขบวนการหลอกลงทุนเงินดิจิทัลเพิ่ม 6 คน

ขณะที่ พันตำรวจเอก ชาคริต สวัสดี รองผู้บังคับการปราบปราม บอกว่า จากการสืบสวนสอบสวน พบข้อมูลมากพอ ที่เชื่อว่าจะสามารถออกหมายจับ ผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้อีก 5-6 คน ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์ ทั้งหมดนี้ ยืนยันว่า ไม่ใช่คนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แต่อย่างใด

ส่วนกรณีนายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ บุคคลที่มีชื่อเสียงในตลาดหลักทรัพย์ ที่มาขอเข้าพบ และชี้แจงว่า ตนเองตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้นั้น จากการสืบสวน รวบรวมหลักฐาน ตำรวจพบข้อมูลที่เชื่อได้ว่า นายประสิทธิ์ อาจมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน

นอกจากนี้ การตรวจสอบบริษัททั้ง 3 แห่ง ที่กลุ่มผู้ต้องหา หลอกให้ผู้เสียหายซื้อหุ้นร่วมลงทุน ซึ่งเปิดทั้งในประเทศไทยและที่ฮ่องกง พบว่า นายปริญญา พี่ชายนายบูม เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวจริง

เมื่อตรวจสอบทะเบียนการค้าทั้ง 3 บริษัท พบว่า มีคนในตระกูล จารวิจิต เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย และบางบริษัทที่แอบอ้างกับผู้เสียหายนั้น ไม่มีตัวตนจริง นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าวอีกหลายบริษัท ซึ่งตำรวจกองปราบ อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน และตรวจสอบประวัติ พบว่า นายปริญญา เคยมีถูกออกหมายจับในข้อหา ฉ้อโกงทรัพย์ ในพื้นที่ สน.วัดพระยาไกร อีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขบวนการต้มตุ๋นผู้เสียหายนี้ นายปริญญา เป็นหัวหน้าขบวนการ และเป็นคนเดินเรื่องราวทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ นายปริญญา มีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ของธนาคารพาณิชย์คนหนึ่ง นายธนาคารคนนี้ ได้ให้ข้อมูลกับ นายปริญญา ว่า ผู้เสียหายชาวฟินแลนด์ เป็นเด็กหนุ่มวัยเพียง 22 ปี แต่มีเงินบิตคอยน์ อยู่จำนวนมหาศาล ทำให้ นายปริญญา พยายามทำความรู้จัก จึงได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อขอพบ

พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือควบคู่ไปด้วย และด้วยความที่ นายปริญญา มีความช่ำชองในการทำธุรกิจ และมีความรู้เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ทำให้เหยื่อที่เก่งเรื่องการซื้อขายและขุดเงินอิเล็กทรอนิกส์ แต่ไม่เชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจมาก่อน เกิดความหลงเชื่อ จึงร่วมลงทุน

 

กองปราบประสาน ปปง.อายัดบัญชีผู้ต้องหา- เครือญาติ

ล่าสุด พันตำรวจเอก ชาคริต ได้ประสานไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่ออายัดบัญชีเงินฝากทุกธนาคารของ 3 ผู้ต้องหา รวมทั้งผู้ใกล้ชิดที่อยู่ในครอบครัว "จารวิจิต" ทั้งหมด เพื่อตรวจสอบและติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่อายัดไว้แล้ว 51 บัญชี ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์กำลังทยอยแจ้งตัวเลขเงินสดในบัญชีต่าง ๆ มายัง ปปง. เพื่อทราบยอดเงินอายัดทั้งหมด

พร้อมกันนี้ พนักงานสอบสวนยัง ได้อายัดที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของ ผู้ต้องหา ที่เชื่อว่า ได้มาจากการกระทำความ ผิดไว้ทั้งหมด 15 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 176 ล้านบาท และกำลังจะตรวจสอบทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ต้องหา และผู้เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินหรือของกลางต่อไป

ศาลให้ประกัน "บูม จิรัชพิสิษฐ์" เชื่อไม่มีส่วนร่วมเจรจากับผู้เสียหายให้มาลงทุน