ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงจับ 3 ผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ "น้องแอ๋ม" โดย "เปรี้ยว" ผู้ต้องหาหลัก ให้การยอมรับว่า แค้นเรื่องปมยาเสพติดและหนี้สิน แต่ปัดไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาข้ามชาติ

พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุม นางสาวปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว นางสาวกวิตา ราชดา หรือ เอิร์น และ นางสาวอภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือ แจ้

ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าหั่นศพ นางสาววาริสรา กลิ่นจุ้ย หรือ แอ๋ม ในพื้นที่ีอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น หลังได้รับตัวจากทางการเมียนมา เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา และ ควบคุมตัวไว้ที่ สำนักตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ก่อนจะส่งตัวมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.)

พลตำรวจเอก จักรทิพย์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการสอบปากคำ นางสาวเปรี้ยว ยอมรับสารภาพว่า ก่อเหตุจริง โดยสาเหตุเกิดในปี 2559 นางสาวแอ๋ม เคยถูกจับกุมในคดียาเสพติด ก่อนซัดทอดไปยังกลุ่มของนางสาวเปรี้ยว ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งกันเรื่องหนี้สิน ที่นางสาวแอ๋ม เคยยืมเงินไปประมาณ 3-4 หมื่นบาท จึงเกิดความแค้น

กระทั่งวันเกิดเหตุ นางสาวเปรี้ยว อ้างว่า ได้พบเจอนางสาวแอ๋ม โดยบังเอิญ จึงพาตัวมาทำร้ายร่างกายเพื่อสั่งสอน แต่ไม่เจตนาให้เสียชีวิต แต่เมื่อนางสาวแอ๋มเสียชีวิต จึงอำพรางศพ เพื่อหนีความผิด ก่อนหลบหนีไปที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา จากนั้นจึงตัดสินใจเข้ามอบตัว เพราะไม่ต้องการให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเดือดร้อน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันว่า กลุ่มผู้ต้องหาไม่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ แต่เป็นการเสพยาในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเท่านั้น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ แจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ข้อหาปิดบังอำพรางซ่อนเร้น และ เคลื่อนย้ายศพ และ ข้อหาปล้นทรัพย์ รับของโจร และ หลังจากนี้ก็จะคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จังหวัดขอนแก่น โดยการทำแผนจะเริ่มขึ้นในช่วงสายของวันนี้ (5 มิ.ย.)

จากนั้นเจ้าหน้าที่ ได้ส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไปที่จังหวัดขอนแก่น โดยบรรยากาศที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 4 ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 จะถูกส่งมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน นางสาคร ภาษี มารดาของเปรี้ยว และ ครอบครัว ได้เดินทางรอพบหน้าลูกสาว

ซึ่งทันที่ ที่เจ้าหน้าที่นำตัวของ นางสาวเปรี้ยว พร้อมพวกมาถึง แม่ของนางสาวเปรี้ยว ตะโกนร้องเรียกลูกสาวและปรี่ จะเข้าไปขอกอด แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะเจ้าหน้าที่ได้กันตัวเอาไว้ ก่อนจะพาผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าไปด้านใน

โดยแม่ของเปี้ยว ตะโกนเรียกลูกสาวดังลั่น ก่อนจะร่ำไห้พรั่งพรูออกมาไม่หยุด กระทั่งเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ทำให้พี่สาวของนางสาวเปรี้ยว ต้องเข้าไปอุ้มร่างไว้ ก่อนที่คนในครอบครัวจะมาช่วยกันปฐมพยาบาลให้

พันตำรวจเอก จรัสพัฒน์ สุตยสรณาคม (สุด-ตะ-ยะ-สอ-ระ-นา-คม) รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ชุดคลี่คลายคดีจะสอบปากคำผู้ต้องหาจนสิ้นสงสัย ก่อนจะนำตัวทั้ง 3 คน ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ตามจุดต่างๆ 7-8 จุด

พร้อมเพิ่มตำรวจควบคุมฝูงชนระหว่างทำแผน เพราะเชื่อว่าจะมีประชาชนมาดูการทำแผนจำนวนมาก และหลังทำแผนเสร็จก็จะคุมตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลทันที และ คัดค้านการประกันตัว

ส่วนบรรยากาศ ที่บ้านเลขที่ 34/1 หมู่ที่1 ตำบลวัดโคก อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท นางทองหลอม กลิ่นจุ้ย ย่าของ นางสาววริสรา กลิ้นจุ้ย หรือ น้องแอ๋ม ได้นำธูปออกมาจุดไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลังจากทราบข่าวว่าเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้

โดย นางทองหลอม บอกว่า ต้องการให้ผู้ต้องหาทั้งหมด รับโทษสูงสุดคือ "ประหารชีวิต" โดยไม่มีการลดหย่อน เพราะเป็นการกระทำที่มีความโหดร้ายป่าเถื่อนมาก เกินกว่าที่มนุษย์จะกระทำต่อกัน

และในวันพระที่จะถึงนี้ ตนกับญาติ ก็จะนำอาหารโปรดของน้องแอ๋ม คือ ลาบข้าวเหนียว และ ลูกชิ้นปิ้ง ไปทำบุญให้น้องแอ๋ม ที่วัดโคกแจง ด้วย

ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.) ตลอดทั้งวัน สังคมออนไลน์ ต่างพากันแชร์ภาพ 3 สาวผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพน้องแอ๋ม ขณะถูกควบคุมตัวอยู่ที่จังหวัดเชียงราย โดยเพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า "แหม่มโพธิ์ดำ " ได้โพสต์ภาพของ 3 สาวแก๊งฆ่าหั่นศพ ในอิริยาบถต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่แบบสบายๆ การทาครีมพอกหน้าก่อนนอนหลับ และการสูบบุหรี่คลายเครียด ซึ่งผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กหลายคน ต่างก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเชิงลบกันเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เพจดังกล่าว นำเสนอเรื่องราวออกไป ก็มี ตำรวจนายหนึ่ง ออกมาตอบข้อสงสัยผ่านทางเพจ "แหม่มโพธิ์ดำ" ว่า "มีประชาชนมากมายที่ยังไม่มีความรู้พอในเรื่องของกฏหมาย และ สิทธิต่างๆ จึงส่งผลให้พวกเขาโกรธแค้น และ ไม่พอใจ ด่าทอการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ จึงขออนุญาต ชี้แจงว่า

1.การที่ไม่ใช้กุญแจมือ หรือ เครื่องพันธนาการ กับผู้ต้องหา เพราะตามกฎหมาย ป.วิ อาญา ระบุไว้ว่า เจ้าหน้าที่สามารถพันธนาการคนร้ายได้ตามสมควรแก่เหตุ ไม่มากเกินไปหรือไม่น้อยเกินไป ซึ่งเคสนี้ผู้ต้องหาเป็นผู้หญิงทั้งหมด และ ไม่เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจมีโอกาสเกิดภัยคุกคามได้ ทางเจ้าหน้าที่จึง ไม่มีความจำเป็นต้องใส่กุญแจมือ หรือ เครื่องพันธนาการ

2.ทำไมผู้ต้องหาถึงอยู่ดี กินดี แต่งหน้าสวยได้ เพราะตอนนั้น เป็นแค่การจับกุมได้ ยังไม่มีการสืบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ซึ่งต้องทำในพื้นที่ คือจังหวัดขอนแก่น ดังนั้น สิทธิพวกนี้ยังคงได้รับตามแก่สมควร ซึ่งใครก็มีสิทธิ์ที่จะขอได้

3.ทำไมผู้ต้องหาจึงร่าเริง ไม่สลดกับความผิด และเจ้าหน้าที่ ก็หัวเราะสนุกด้วย เรื่องนี้มองอีกด้านคือการใช้จิตวิทยากับผู้ต้องหา ให้ความสนิทด้วย เพื่อไม่ให้เขาเครียดเกินไปและง่ายต่อการให้ปากคำในขั้นตอนต่อไป ซึ่งถามว่า ผิดวินัยไหม ก็ไม่ผิด แต่อาจจะไม่ควรเท่าไหร่ ในสายตาประชาชน อันนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละคน

เช่นเดียวกับเพจดังอีกหนึ่งเพจอย่าง "อีเจี๊ยบ เลียบด่วน" ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตุถึงการนำเสนอข่าวของสื่อหลัก ที่ลงข่าวทุกแง่ทุกมุมของผู้ต้องหา แม้กระทั่งรอยสัก ไลฟ์สไตล์ ชีวิตในตอนเด็ก

หรือทำถึงขั้นไปเยี่ยมบ้าน เยี่ยมครอบครัวของผู้ต้องหา เหมือนรายการเยี่ยมบ้านดารา จนเหมือนเป็นการสร้างผู้ต้องหากลายเป็นคนดัง

พร้อมกับระบุข้อความกระตุกเตือนสังคมให้ฉุกคิดว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น ลืมไปหรือไม่ ว่ามันแลกมาด้วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง

และ จากกระแสในสังคมออนไลน์ที่เกิดขึ้นนั้น นักแสดงสาว โอปอล์ ปาณิสรา ก็ได้ทวีตข้อความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมระบุข้อความเตือนสังคมว่า

"ถ้าพูดถึงคนเหล่านั้นมากเกินไป จากร้ายจะกลายเป็นดีจากน่ากลัวจะกลายเป็นเคยชิน จะกลายเป็นเรื่องที่สังคมรับได้จนกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบในที่สุด"

รวมถึง "ขอให้รับสื่ออย่างมีสตินะคะ พวกเราเนี่ยแหล่ะที่เป็นคนสร้างมาตรฐานสังคม อย่าให้เด็กรุ่นใหม่ต้องโตมาในสังคมที่ฆ่าคนตายก็กลายเป็นไอดอลได้เลยค่ะ"

คืบหน้าฆ่าหั่นศพสาวคาราโอเกะ