เมียหลวง วัย 35 ปี ที่ขับรถพุ่งชนรถสามี เข้าให้ปากคำตำรวจแล้ว เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาท ด้านเจ้าตัวอ้าง ไม่ได้ตั้งใจพุ่งชน แต่เกิดจากเบรกไม่อยู่
จากกรณีที่ เมียหลวง ติดตั้งสัญญาณ GPS ไว้กับรถเบนซ์ของสามี แล้วขับติดตามจนพบว่า สามีนั่งมากับผู้หญิงอีกคน จึงขับรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์พุ่งชนรถเบนซ์ของสามี จนมีผู้บาดเจ็บและมีรถยนต์เสียหายรวม 5 คัน บริเวณถนนรังสิต–นครนายก จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อวานนี้ ( 15 พ.ค.) นางสาวสุคนธ์ กาละสังข์ หนึ่งในผู้เสียหาย ที่ถูกรถฟอร์จูนเนอร์ชนบาดเจ็บ เดินทางให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สภ.ธัญบุรี โดยเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุขับรถโตโยต้า รุ่นอแวนซ่า มาตามถนนรังสิต-นครนายกขาเข้ากรุงเทพฯ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ รถติดอยู่ จู่ๆ มีรถตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ มาพุ่งชนด้านท้ายอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 คน หลังเกิดเหตุ คู่กรณีได้ลงจากรถ แล้วบอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง และ ยอมรับผิด แต่ก็ยังไม่ได้รับการติดต่อเยียวยาใดๆ
ด้าน พนักงานสอบสวนสภ.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ได้ติดต่อ คนขับรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ (เมียหลวง) มาให้ปากคำแล้ว และอยู่ระหว่างเรียกสอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด ซึ่งเหลืออีก 1 คน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการประกอบสำนวนคดี เอาผิด หญิงคนขับรถโตฟอร์จูนเนอร์
ทั้งนี้ สอบสวนสามี ที่ขับรถเบนซ์ ทราบว่า วันเกิดเหตุภรรยาเข้าใจผิด เพราะตนเองมากับลูกน้องสาว ที่เพิ่งรับไปกินข้าว และไม่ทราบด้วยว่า ภรรยาแอบติดจีพีเอสไว้ในรถ
ขณะเดียวกัน นายพีรพงษ์ หนูช่วย อายุ 39 ปี นักศึกษาปริญญาเอก ที่ได้บาดเจ็บ ต้องเย็บแผลถึง 18 เข็ม ยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมวอนให้คู่กรณี ดูแลค่าใช้รักษาพยาบาลด้วย และยังไม่ได้รับการติดต่อจากคู่กรณีแต่อย่างใด
ตร.แจ้งข้อหาขับรถประมาท แก่ภรรยาหลวง ขับฟอร์จูนเนอร์ชนรถสามี
จากนั้นเวลา 18 นาฬิกา เมียหลวง วัย 35 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ได้เดินทางเข้าพบ ตำรวจ สภ.ธัญบุรี เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยมีกลุ่มเพื่อนเดินทางมาด้วย ซึ่งหญิงดังกล่าว ได้ใช้เสื้อคลุมสีดำ ปิดบังใบหน้ามิดชิด ใช้เวลาในการสอบปากคำประมาณ 1 ชั่วโมง จึงรีบเดินทางกลับ
ขณะที่ตำรวจ สภ.ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากการสอบปากคำ หญิงดังกล่าว อ้างว่า ขับรถฟอร์จูนเนอร์ ตามหลังรถเบนซ์สามี มาบนถนนพระองค์เจ้าสาย ด้วยความเร็ว เมื่อมาถึงสะพานข้ามคลอง รถเบนซ์สามี เบรกกระทันหัน เพื่อเลี้ยวเข้าถนนรังสิต-นครนายก จึงหยุดรถไม่ทัน พุ่งชนท้ายอย่างแรง และรถได้แฉลบไปชนรถคันอื่น ๆ พร้อมยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจากความประมาท และยอมรับผิดที่ขับมาด้วยความเร็ว และ ไม่ทิ้งระยะห่างจากคันหน้าตามสมควร
เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อหา " ขับขี่รถโดยประมาท โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และมีทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย " ก่อนปล่อยตัวชั่วคราว และจะเร่งสอบปากคำบุคคลอื่น รวมทั้งรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม หากพบกระทำผิด ข้อหาใดอีก ก็จะแจ้งดำเนินคดีเพิ่มเติม

















