กรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรมรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน สร้างจิตสำนึกการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อน
นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงานกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 ระหว่างเวลา 20.30-21.30น. เมื่อค่ำคืนวันที่ 25 มีนาคม 2560 พร้อมเมืองใหญ่ 7 พัน แห่ง ใน 178 ประเทศทั่วโลก
นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาด้านภาวะโลกร้อน เป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบให้กับโลกอย่างมากมาย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เกิดความไม่ปกติของฤดูกาล ซึ่งล้วนมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพืช สัตว์ และมนุษย์ ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างมาก
โดยภาวะโลกร้อน มีต้นเหตุจากการเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่ง และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
ซึ่งกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่มีการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สูงที่สุดของประเทศไทย กว่า 43.87 ล้านตันต่อปี เนื่องจากมีการพัฒนาเมืองในด้านต่าง ๆ มีการอยู่อาศัยของประชากรหนาแน่น
ดังนั้น กทม. จึงวางแนวทางรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด ด้วยการปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ลดการใช้รถยนต์หันมาใช้รถสาธารณะ ลดการทิ้งขยะ ลดการใช้น้ำ เพื่อลดภาวะโลกร้อน โดยต้องเริ่มคิด เริ่มทำ ได้ตั้งแต่ตอนนี้ เป็นต้นไป
สำหรับการจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ในกรุงเทพฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 โดยร่วมกับมูลนิธิ FEED (ฟีด) และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมขึ้น โดยในปีนี้ ถือเป็นการจัดกิจกรรมในปีที่ 10 ซึ่งกทม. ได้กำหนดจุดปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ คือ วัดอรุณราชวราราม เสาชิงช้า สะพานพระรามแปด พระบรมมหาราชวัง
นอกจากนี้ ยังปิดไฟในถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนสีลม รัชดาภิเษก ข้าวสาร เยาวราช เพชรบุรีตัดใหม่ อีกทั้งอาคารห้างร้านต่าง ๆ ขณะที่บ้านเรือนของประชาชน ก็ยังร่วมกันปิดไฟ ลดใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นด้วยเช่นกัน
ภายหลังหลังกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2017) พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่เวลา 20.30-21.30น. การไฟฟ้านครหลวง ได้รายงานผลการปิดไฟในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พบว่า ในปีนี้ สามารถลดความต้องการใช้ไฟฟ้า 1953 เมกกะวัตต์ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์ได้ 1016 ตัน และประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 770000 บาท














