"พลพีร์" เผย "มูลนิธิองค์กรทำดี" ไม่ส่งบัญชีรายรับ-รายจ่ายตั้งแต่ก่อตั้งปี 2555 ขีดเส้นตาย 10 พ.ย. หากไม่ส่ง ฟ้องศาลเพิกถอน ส่วนปม "กัน จอมพลัง" ซื้อที่ดินให้ "บุ๋ม ปนัดดา" ยังไม่พบข้อมูล

วันที่ 4 พ.ย. 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมจัดระเบียบมูลนิธิว่า กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเบื้องต้นจะบูรณาการการทำงานภายในกระทรวง พร้อมพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงและกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งมูลนิธิ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น

ทั้งนี้ กรมการปกครองมีระบบออนไลน์สำหรับให้มูลนิธิและสมาคมต่างๆ แจ้งข้อมูลตามระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นวาระการประชุม เงินบริจาค รายจ่ายของมูลนิธิ รวมถึงงบดุล โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ปรับปรุงระบบและศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดเผยข้อมูล ให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงบุคคลที่บริจาคได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้บริจาคสามารถตรวจสอบได้ว่า เงินที่มอบให้ถูกนำไปใช้เพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์อย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการกระจายอำนาจหน้าที่ให้นายทะเบียนในแต่ละท้องที่สามารถตรวจสอบมูลนิธิได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการปรับปรุงบทลงโทษ เนื่องจากกฎหมายฉบับเดิมมีการร่างขึ้นตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยย้ำว่ากระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าการจัดตั้งสมาคมหรือมูลนิธิล้วนมีเจตนารมณ์เพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่โปร่งใส หรือมีประเด็นที่ทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัย ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบ

ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น นายพลพีร์ ระบุว่า เป็นหน้าที่ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่จะตรวจสอบเส้นทางเงินที่มีการโอนให้บุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยสามารถตรวจสอบได้ในเบื้องต้นว่า มูลนิธิหรือสมาคมได้แจ้งข้อมูลบัญชีเข้ามาอย่างไร หากกรมการปกครองพบข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีของมูลนิธิ ก็จะทำหนังสือเรียกให้เข้ามาชี้แจงเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน กรมที่ดินได้รายงานข้อมูลการครอบครองที่ดินของมูลนิธิองค์กรทำดี รวมถึงรายละเอียดว่ามีที่ดินจำนวนเท่าใดและมีมูลค่าเท่าใด แต่ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินที่นำมาใช้ซื้อที่ดินได้

สำหรับบทลงโทษกรณีไม่แจ้งบัญชีหรือกระทำความผิด นายพลพีร์ กล่าวว่า หากพบว่ามีการกระทำผิดหรือฝ่าฝืนข้อบังคับ อาจนำไปสู่การเพิกถอนมูลนิธิหรือสมาคมได้

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถเพิกถอนใบอนุญาตได้ทันที แต่ต้องส่งเรื่องไปยังศาลเพื่อให้มีคำตัดสินก่อน โดยกรณีที่มูลนิธิกระทำผิดกฎหมาย ทรัพย์สินอาจตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนกรณีที่มีการเลิกมูลนิธิ จะมีการกำหนดไว้ว่าให้มอบทรัพย์สินแก่หน่วยงานใด ซึ่งมูลนิธิองค์กรทำดีของนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตนักแสดงและพิธีกรชื่อดัง ได้ระบุไว้ว่า จะมอบทรัพย์สินให้แก่สภากาชาดไทย

เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยจะมีแนวทางปกป้องประชาชนที่บริจาคเงินให้มูลนิธิอย่างไร นายพลพีร์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการแจ้งข้อมูลเป็นระบบออนไลน์ แต่ได้มอบหมายให้ไปตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม โดยต้องไม่ใช่เพียงการแสดงยอดรายรับและรายจ่ายเท่านั้น แต่ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่า มีบุคคลใดเป็นผู้โอนเงินเข้ามา และมูลนิธิหรือสมาคมโอนเงินให้แก่ใครบ้าง เพื่อให้กระทรวงมหาดไทยสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้บริจาคตรวจสอบได้ว่า เงินที่ตนเองบริจาคให้สมาคมหรือมูลนิธิถูกนำไปใช้จ่ายในเรื่องใด

อีกทั้ง จะต้องออกแบบระบบให้เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลหรือขัดต่อกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เนื่องจากการบริจาคเงินอาจมีผู้บริจาคตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันคน และบางรายอาจไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตน จึงต้องพิจารณาข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบว่า บุคคลใดสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนใดได้บ้าง โดยย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือต้องการให้เกิดความโปร่งใส และประชาชนสามารถตรวจสอบได้มากที่สุด ซึ่งจะดำเนินการเป็นมาตรฐานเดียวกันกับมูลนิธิและสมาคมทุกแห่งทั่วประเทศ

ส่วนกรณีผู้มีชื่อเสียงในสังคมเปิดบัญชีส่วนตัวเพื่อรับบริจาค นายพลพีร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงประเด็นดังกล่าวด้วย เนื่องจากอาจมีบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีเจตนาต้องการช่วยเหลือประชาชนหรือทำกิจกรรมการกุศล แต่ไม่ได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิหรือสมาคมอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และใช้บัญชีส่วนตัวในการรับบริจาค จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่ยังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวออกมาแสดงความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่ามีเงินบริจาคเข้ามาเท่าใด รวมถึงต้องแยกแยะระหว่างเงินส่วนตัวกับเงินบริจาคให้ชัดเจน จึงขอให้บุคคลเหล่านี้เข้ามาพูดคุยกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาจัดตั้งมูลนิธิหรือสมาคมให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมยอมรับว่า กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถห้ามบุคคลเหล่านี้ใช้บัญชีส่วนตัว หรือเข้าไปติดตามได้ว่าเงินในบัญชีส่วนตัวถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง แต่หากประชาชนมีข้อสงสัย กระทรวงมหาดไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ

เมื่อถามถึงกรณีมูลนิธิองค์กรทำดีได้ส่งบัญชีรายรับ-รายจ่ายถูกต้องหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการจัดตั้งมูลนิธิในปี 2555 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการส่งข้อมูลใด ๆ มายังกระทรวงมหาดไทยหรือกรมการปกครองเลย ไม่ว่าจะเป็นวาระการประชุม เนื้อหาการประชุม บัญชีรายรับ-รายจ่าย รวมถึงงบดุลประจำปี โดยที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าว และได้ส่งหนังสือไปยังมูลนิธิแล้ว แต่ยังไม่ได้รับรายละเอียดกลับมาเพื่อใช้ตรวจสอบ โดยหนังสือดังกล่าวกำหนดเส้นตายให้มูลนิธิส่งข้อมูลภายในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้

เมื่อถามว่าพบความผิดปกติในบัญชีรายรับ-รายจ่ายแล้วหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ตนไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดจากเนื้อหาที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ แต่ความผิดปกติที่พบในขณะนี้คือ มูลนิธิไม่ได้รายงานผลการดำเนินงานให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ทำให้กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถทราบได้ว่า มีรายรับ-รายจ่ายอย่างไร มีงบประมาณสำหรับช่วยเหลือสาธารณชนเท่าใด และยังมีเงินเหลืออยู่เท่าใด

ดังนั้น ต้องรอให้ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กำหนดให้มูลนิธิองค์กรทำดีส่งรายงาน หากยังไม่มีการส่งข้อมูลเข้ามา ก็จะดำเนินการเสนอเรื่องต่อศาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยมีบทลงโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา และหากตรวจพบว่ามีการกระทำผิดจริง ทรัพย์สินของมูลนิธิจะตกเป็นของแผ่นดินหรือสภากาชาดไทย ตามวัตถุประสงค์ที่มูลนิธิได้จดแจ้งไว้ตั้งแต่เริ่มจัดตั้ง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่า นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน จอมพลัง) เป็นผู้ซื้อที่ดินให้กับนางสาวปนัดดาหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมที่ดินตรวจสอบแล้ว โดยผลการตรวจสอบ ไม่พบว่ามีชื่อกัน จอมพลัง เป็นผู้โอนที่ดินให้กับบุ๋ม ปนัดดา แต่อย่างใด