"ออยศรี" เข้าให้ปากคำ ตำรวจ บก.ปอศ. เดินหน้าตรวจสอบมูลนิธิองค์กรทำดี กาง หลักฐานตั้งข้อสงสัยเส้นทางเงินบริจาค พบมีบัญชีรับเงิน 3 บัญชี ทั้งชื่อมูลนิธิ-บัญชีส่วนบุคคล จี้ ตรวจสอบนำเงินไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ย้ำ กรรมการมูลนิธิฯ ลาออกไม่ช่วยพ้นความผิด เหตุการณ์กระทำเกิดขึ้นไปแล้ว

วันที่ 31 ต.ค. 69 นางสาวบุญยนุช แสงศรี เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ออยศรีและผองเผือก” (ออยศรี) พร้อมกับนายภูวกร ศรีเนียน ภาคี HETA. จรรยาบรรณองค์กร มูลนิธิ และสื่อ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้เสียหาย ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หลังจากที่มาแจ้งความให้ตำรวจตรวจสอบการดำเนินงานและเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมีนางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” เป็นประธานมูลนิธิ

นางสาวบุญยนุช เปิดเผยก่อนเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า เบื้องต้นเราเป็นผู้เสียหายในการดำเนินคดีนี้จึงต้องมาชี้แจงว่าเราเสียหายอย่างไรอย่างเมื่อวาน( 30 ต.ค.)หลายคนบอกว่าเราได้วางงานหรือไม่ ตนอยากบอกว่าหากตนโอนยอดเงินเพียงแค่ 5 บาท ตนก็ทำอยู่ดี เพราะว่าวันที่ตนโอนเงินโอนด้วยใจที่บริสุทธิ์ ดังนั้นแล้วสิ่งที่ นส.ปนัดดา ประกาศออกมาว่ารับเงินบริจาค น.ส.ปนัดดา บริสุทธิ์หรือไม่ เพราะการบริจาคเงิน 1,000 บาท ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาวางงาน หรือหิวแสง เพราะการบริจาคเงิน 1,000 บาท ตนทำด้วยใจบริสุทธิ์

โดยวันนี้หลักฐานต่างๆได้มีการรวบรวมให้เจ้าหน้าที่ดู ซึ่งในเรื่องของหลักฐานคือเป็นจุดเริ่มต้นของการบริจาค รวมถึงเรื่องราวที่น.ส.ปนัดดา พูดและช่างเอ๋พูด เพราะเงินเมื่อชาวบ้านโอนไปแล้วต้องดูว่า น.ส.ปนัดดา เอาไปใช้ถูกวัตถุประสงค์ตามที่มูลนิธิได้บอกเอาไว้หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่ น.ส.ปนัดดา โพสต์เชิญชวนกับสิ่งที่ไปทำมันตรงกันหรือไม่ ดังนั้นเราจะได้มาพิสูจน์กันว่าน.ส.ปนัดดา รับเงินไปใช้โดยบริสุทธิ์หรือไม่

นางสาวบุญยนุช ยืนยันว่า ตนไม่เคยมีความขัดแย้งกับ น.ส.ปนัดดา มาก่อน ตนอาจจะวิจารณ์การทำหน้าที่จริง แต่ไม่ได้วิจารณ์เหมือนตอนที่น.ส.ปนัดดา นั่งพูดคุยกับทนายตั้มโดยไม่มีพยานหลักฐาน เพราะว่าวันนี้ตนเดินทางมาเพราะตนมีพยานหลักฐานทุกอย่าง

ซึ่งเมื่อวานยังไม่ได้มีการสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากเราต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีการเรียกวันไหน ส่วนที่มีบางคนที่ต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำทุกอย่างรวดเร็ว ตนอยากบอกว่าควรจะต้องสอบเราตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่อาจจะติดขัดในหลายอย่างจึงเดินทางมาสอบปากคำในวันนี้ /// ซึ่งตอนนี้ผู้เสียหายอยู่เท่าเดิม คือ 4 คน ส่วนมีเพิ่มเติมหรือไม่ต้องรอดูจากการติดต่อเข้ามา

นางสาวบุญยนุช ตั้งข้อสังเกต ว่า มูลนิธิมีบัญชีรับบริจาคทั้งหมด 3 บัญชี ประกอบด้วยบัญชีชื่อมูลนิธิ 1 บัญชี และบัญชีส่วนบุคคลอีก 2 บัญชี ซึ่ง มีชื่อ นางสาวปนัดดาต่อท้าย และตั้งข้อสังเกตต่อว่าหากมีการโอนเงินที่มีมูลค่าเกิน 50,000 บาท ต้องใช้การสแกนใบหน้าของประธานมูลนิธิเพื่ออนุมัติรายการ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องตรวจสอบว่า ประธานมูลนิธิรับทราบการเบิกจ่ายเงินหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการโอนเงินไปยังช่างเอ๋และมีการส่งต่อเงินเข้าบัญชีสามีของประธานมูลนิธิ ซึ่งต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียดต่อไป

ส่วนกรณีการเบิกจ่ายเงินที่มีมูลค่าเกิน 500,000 บาท กลุ่มผู้ร้องเรียน ระบุว่า ตามข้อบังคับจะต้องมีมติในวาระการประชุมรองรับ จึงต้องตรวจสอบว่าการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปตามข้อบังคับหรือไม่ รวมถึงคณะกรรมการที่มีชื่อในเอกสารจะต้องร่วมรับผิดชอบตามข้อเท็จจริง และการลาออกภายหลังไม่ทำให้ความรับผิดในกรณีที่เกิดขึ้นแล้วสิ้นสุดลง

ขณะที่ นายภูวกร ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐ พบว่ามูลนิธิยังไม่ได้นำส่งงบการเงินย้อนหลัง 2 ปี คือปี 2567 และ 2568 ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการยื่นงบการเงินในปี 2565 และ 2566 ตามปกติ

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ร้องเรียนคือเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความหรือถอนคำร้องได้ พร้อมย้ำว่า ต้องการให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงและเส้นทางการเงินอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ส่วนที่กรรมการมูลนิธิลาออกนั้นไม่มีผลย้อนหลังอยู่แล้ว เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นแล้ว จะมาออกกันวันนี้หรือเมื่อวานก็ไม่มีผลเพราะความผิดสำเร็จแล้ว