"ทนายเดชา" เชื่อ "บุ๋ม ปนัดดา" รู้ปมพูลวิลล่าภูเก็ต ยันมีหลักฐานชัด ตั้งคำถามใครคือลาสบอสตัวจริงนำเงินไปใช้ ส่อผิดฉ้อโกง-ฟอกเงิน-พ.ร.บ.คอมฯ

วันที่ 29 ต.ค. 69 นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ระบุว่า นายเอ๋เป็นลูกความของตน และตนรับทราบเรื่องนี้มาแต่ปี 2568 ยังเคยพูดคุยกับบุ๋ม ปนัดดา ต่อหน้าว่าคดีฉ้อโกงคนต่อไปจะเป็นผู้หญิง ซึ่งในครั้งนั้น บุ๋ม ปนัดดา ตอบมาว่า “ไม่เป็นไรบุ๋มรวยบุ๋มมีอาชีพ”

ก่อนที่ทนายเดชา จะเล่าจุดเริ่มต้นว่า นายเอ๋ ซึ่งเป็นผู้รับเหมา และเป็นเพื่อนสนิทกับสามีของบุ๋ม ปนัดดา เป็นนักยิงปืนด้วยกัน ได้รับการชักชวนให้มาร่วมลงทุนเปิดบริษัทเพื่อทำธุรกิจขายบ้านพูลวิลล่าที่ ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต บนที่ดิน 2 แปลงชื่อเจ้าของที่ดิน บุ๋ม ปนัดดา ที่ไปกู้ธนาคารมา โดยตกลงแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ค่าจ้างก่อสร้างประมาณ 7-9 ล้านบาทต่อหลัง

ส่วนแบ่งผลกำไรหากขายบ้านได้ในราคาประมาณ 18-21 ล้านบาท จะแบ่งกันในสัดส่วน 60 : 40 ทำมาโดยตลอด และยังอ้างว่า บุ๋ม ปนัดดารับรู้เรื่องมาตลอด เพราะมีหลักฐานเป็นรูปภาพว่าบุ๋มได้เดินทางไปที่พูลวิลล่าดังกล่าวถึง 3 ครั้ง จึงมองว่าการที่บุ๋มนั่งไลฟ์สดร้องไห้บอกว่าตัวเองไม่รู้เรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะการจะปลูกสร้างอะไรบนที่ดินดังกล่าว เจ้าของที่ดินจะต้องเป็นคนเซ็นต์ ซึ่งก็คือ บุ๋ม ปนัดดา

ทนายเดชา บอกว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหมือนการ ที่ บุ๋ม กล่าวหาว่านายเอ๋ ร่วมมือกับนายก๊อต ไปโกงเงินมูลนิธิ จึงอยากให้เรื่องนี้ บุ๋ม ปนัดดาดำเนินคดีกับนายเอ๋และสามีเลย เพราะถ้าหากไม่ดำเนินคดีก็มองว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำหรือไม่

ในส่วนการก่อสร้างพลูวิลล่า ที่จังหวัดภูเก็ต เกิดปัญหาค้างจ่ายค่าก่อสร้างงวดสุดท้ายประมาณ 2.7 ล้านบาท และไม่สามารถติดต่อสามีของบุ๋ม ปนัดดา ก่อนที่จะมาพบว่าบริษัทถูกแอบปิดไปโดยที่นายเอ๋ไม่รู้เรื่อง ทนายเดชา บอกว่าที่น่าตกใจ คือ นายก๊อต มีการปลอมลายเซ็นต์นายเอ๋ รวมถึงปลอมแปลงเอกสารทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้มีพยานหลักฐาน ทั้งนี้ การที่จะปิดบริษัทได้จะต้องมีมติเสียงข้างมาก และจะต้องแจ้งเจ้าหนี้ทุกคน หุ้นส่วนทุกคนต้องรับรู้ แต่ยืนยันว่านายเอ๋ไม่รู้เรื่องนี้ด้วย

และหลังจากเกิดปัญหาทวงค่าก่อสร้างงวดสุดท้ายไม่ได้นายเอ๋ ต้องการที่จะเข้าไปเก็บข้าวของภายในไซต์ก่อสร้าง แต่ไม่สามารถเข้าไปทำโครงการพูลวิลล่าต่อได้ เนื่องจากนายเอ๋อ้างว่ามีคนของนายก๊อตและคนของมูลนิธิเข้าไปปิดพื้นที่ไว้ รวมถึงมีการทุบทำลายสิ่งก่อสร้างภายในโครงการก่อสร้าง เรื่องนี้นายเอ๋มีการไปแจ้งความไว้แล้ว หลังจากนั้นสามีของบุ๋ม ปนัดดา บอกว่าไม่ขายบ้านแล้ว ก่อนที่จะนำป้ายของมูลนิธิไปติดไว้ ว่าที่ดังกล่าวกลายเป็นทรัพย์สินของมูลนิธิแล้ว

จากการตรวจสอบ เงินที่ใช้ก่อสร้างพลูวิลล่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 45 ล้านบาท มีการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิฯ บุ๋ม และนายก๊อต โอนเข้าไปยังบัญชีของนายเอ๋ ก่อนที่เอ๋จะโอนเงินกลับไปยังบัญชีนายก๊อต โดยทนายเดชา บอกว่า ลูกความ ให้ข้อมูลว่านายกอล์ฟเป็นคนสั่งให้นายเอ๋โอนเงินกลับไป เพราะจะขอไปปรึกษาคณะกรรมการก่อนที่จะมีการก่อสร้างต่อ เมื่อถามว่าเหตุใดจึงยอมโอนเงินคืน และรับเงินก้อนโตทั้งที่ยังไม่เริ่มสร้าง ทนายเดชา ระบุว่านายเอ๋ไว้ใจ เพราะเป็นเพื่อนสนิท

เรื่องนี้ทำให้เกิดปัญหากับนายเอ๋ เพราะเงินถูกหมุนเวียนเป็นจำนวนมากผ่านบัญชีของนายเอ๋ จนถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลัก 1,000,000 บาท ซึ่งนายเอ๋ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องนี้ ทั้งที่นายก๊อตบอกว่าจะช่วยเหลือหากมีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

ซึ่งนายเอ๋ถูกดำเนินคดีในเรื่องบุกรุกป่าสงวน ในพื้นที่ 109 ไร่ อ.กะทู้ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดเตรียมไว้ทำสนามวิ่งเทรลในตอนแรก เพราะมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน โดยสามีของบุ๋ม ปนัดดาใช้ให้นายเอ๋ไปหาคนขับรถแทรกเตอร์ เพื่อไปจ้างบริษัทไถที่ดินบุกรุกป่าสงวนที่ภูเก็ต จนถูกดำเนินคดี และมีการซัดทอดมายังนายเอ๋ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับแปลงที่สามีของบุ๋ม ปนัดดาเคยถูกดำเนินคดี แต่เคลียร์จบไปแล้ว และทำให้ต้องเสียค่าดำเนินคดีในการจ้างทนายความเองทั้งหมด โดยตอนนี้เสียไป 200,000 กว่าบาทแล้ว โดยที่นายก๊อตไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือเลย

ทั้งนี้ ทนายเดชา ยืนยันว่า นายเอ๋ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเงินจำนวน 50 ล้านบาทไปก่อสร้างมูลนิธิฯ ที่จังหวัดปทุมธานี มีเพียงแค่ทำใบเสนอราคาไปให้นายก๊อต แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา และยังไม่ได้รับงานมาทำ และยังสงสัยว่าบริษัทไหนเป็นคนรับก่อสร้าง และจากการตรวจสอบพบว่าคณะกรรมการของมูลนิธิประกอบไปด้วยนักข่าวสายอาชญากรรมแต่ไม่อยากเอ่ยชื่อเดี๋ยวจะกระทบกระเทือนหลายช่อง และทนายความผู้หญิงทุกคนรู้ดีหมดว่าการที่จะนำเงินจากมูลนิธิออกไป จะต้องผ่านคณะกรรมการจะต้องมีที่มาที่ไป

ทั้งนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการโอนเงินที่โอนทีครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท มองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของ ปปง. แทนที่จะไปทำธุรกรรมที่เคาน์เตอร์ธนาคาร

เมื่อถามว่าพฤติการณ์แบบนี้เข้าข่ายความผิดอะไรหรือไม่ ทนายเดชา ระบุว่า ขอเปรียบเทียบกับคดีเพื่อนรัก คือคดีของนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ที่ขณะนี้ติดคุกไปแล้ว ซึ่งมีการเปิดมูลนิธิแต่นำเงินบริจาคไปใช้ในการเล่นการพนัน ซึ่งตอนนี้ก็ติดคุกไปแล้ว ส่วนบุ๋ม ปนัดดา ก็เปิดรับบริจาค บอกว่าจะไปช่วยเหลือคน แต่ก็นำเงินไปสร้างพูลวิลล่า พฤติกรรมแบบนี้จะเข้าข่ายฐานความผิดฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน สามารถดำเนินคดีได้ง่ายเนื่องจากเส้นเงินชัดเจน

และยังตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของประธานมูลนิธิฯ ว่า ในเมื่อเป็นเจ้าของบัญชี จะอ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง” เป็นไปไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามว่า “ใครคือ The Last Boss ตัวจริงที่นำเงินบริจาคไปใช้?” ในขณะที่สามีกลับหายตัวไปท่ามกลางข้อกล่าวหาจำนวนมาก