ผบช.สตม. สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ปมถูกกล่าวอ้างว่า ตำรวจ ตม. เรียกรับเงิน 10,000 บาท จากร้าน KTV ใน อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ขีดเส้นสรุปผลใน 15 วัน
วันที่ 19 ต.ค. 2569 พลตำรวจโท นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบุถึงกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมการปกครอง บุกเข้าตรวจค้นร้านคาราโอเกะ KTV 4 แห่ง ใน อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ซึ่งไม่มีใบอนุญาตสถานประกอบการ และพบรูปแบบของการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ ยังพบสายปริศนาแฉถึงการจ่ายเงินให้หน่วยงานต่าง ๆ 7 หน่วยงาน หนึ่งในนั้นคือ ตม. 10,000 บาท
ประเด็นดังกล่าว ผบช.สตม. ได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที โดยเมื่อวานนี้ได้ลงนามในหนังสือสั่งการให้ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้เสียหายที่กล่าวอ้างถึงตำรวจ ตม. และตำรวจหน่วยอื่น ๆ โดยขณะนี้ ตม. ได้ประสานงานร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานผู้จับกุมและตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ตลอดจนการสืบทราบตัวตนของบุคคลที่ปรากฏในสายโทรศัพท์ว่าเป็นใคร เพื่อมาให้การ โดยยืนยันว่าหากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้ใด หรือมีใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด

และเมื่อวานนี้ ได้เรียกประชุมฝ่ายสืบสวน ตม.จังหวัดทุกจังหวัด, หัวหน้าด่านทุกด่าน และผู้บังคับการทุกนาย โดยมอบนโยบายในมิติการสืบสวนปราบปรามและการบังคับใช้กฎหมายอย่างชัดเจน ให้ลงพื้นที่เอกซเรย์ ตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาเป็นพนักงานหลบหนีเข้าเมือง หรือประกอบกิจการในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อกวาดล้างคนดีให้อยู่ได้อย่างมีความสุขในเมืองไทย ส่วนคนไม่ดีจำเป็นต้องกวาดล้างและส่งตัวกลับไปดำเนินคดี
สำหรับกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบได้กำหนดไว้ที่ 15 วัน แต่ได้เร่งรัดให้สรุปข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุดเพื่อตอบคำถามสังคม
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นพยานหลักฐานที่ผู้กล่าวอ้างระบุในโพยว่า จ่ายให้ ตม. 10,000 บาท แต่ยังไม่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับ และอาจมีการตัดตอนเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อนถึงตัวเจ้าหน้าที่
พลตำรวจโทนพศิลป์ ระบุว่า ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน เมื่อผู้กล่าวอ้างระบุว่าจ่ายให้ ตม. ก็ต้องระบุให้ได้ว่าจ่ายให้ใคร ผ่านการโอนเงินหรือให้เป็นเงินสด ซึ่งตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ย่อมมีพยานหลักฐาน ทั้งจากกล้องวงจรปิด, เส้นทางการติดต่อสื่อสาร, การพบปะ และพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง
หากมีการระบุชื่อ-นามสกุล ตำรวจ ตม. ว่าใครเป็นผู้รับก็จะดำเนินคดีทันที หรือหากมีการกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่สามเป็นหน้าเสื่อมารับเงินไป ก็จะต้องสืบสวนขยายผลต่อว่าบุคคลที่ 3 นำเงินไปให้ใครต่อ โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีการตัดตอนจริงหรือไม่ แต่จะไล่ตามเส้นทางการติดต่อ เส้นทางการเงิน กล้องวงจรปิด และบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างทั้งหมด ส่วนตำรวจ ตม. ที่ถูกพาดพิงเป็นใคร ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน เพราะเพิ่งเริ่มดำเนินการในวันแรก และต้องสืบสวนพื้นที่ให้ได้ก่อน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีความผิดเกิดขึ้น ตำรวจจะฟ้องกลับผู้ที่กล่าวอ้างหรือไม่ พลตำรวจโทนพศิลป์ระบุว่ าขอรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนก่อน ยังไม่อยากตอบคำถามล่วงหน้า และยืนยันว่าผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นไม่ปกป้องคนผิดแน่นอน ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ใครถูกก็ว่าไปตามถูก














