สตม. ร่วมกับตำรวจเกาหลี บุกบ้านหรูย่านสายไหม จับกลุ่มชาวเกาหลีเช่าเป็นฐานสแกมเมอร์หลอกเพื่อนร่วมชาติ เสียหายกว่า 100 ล้านบาท คาดมีชาวจีนเป็นหัวหน้า-กลุ่มทุน

วันที่ 19 ต.ค. 2569 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และตำรวจเกาหลีใต้ เข้าตรวจค้นบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านวัชรพล-จตุโชติ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร หลังสืบสวนพบว่าเป็นฐานปฏิบัติการสำคัญของเครือข่ายสแกมเมอร์ที่หลอกลวงประชาชนชาวเกาหลีใต้

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้ 8 คน และชาวจีน 1 คน พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

จากการตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ พบเอกสารราชการและหมายจับปลอมของประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงบทสนทนาภาษาเกาหลีที่จัดทำไว้เป็นแนวทางสำหรับใช้พูดคุย ข่มขู่ และหลอกลวงผู้เสียหาย โดยมีคำแปลภาษาไทยกำกับไว้เป็นหลักฐาน

ส่วนการตรวจค้นอีก 2 จุด ในพื้นที่ห้วยขวางและพระราม 9 พบผู้ต้องสงสัยชาวจีนเพิ่มเติมอีก 1 คน ทำให้การปฏิบัติการครั้งนี้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้รวม 10 คน ทั้งหมดถูกนำตัวไปสอบสวนเพื่อขยายผล

พันตำรวจโทสิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สารวัตรสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ใช้เวลาสืบสวนเกือบ 2 เดือน จนพบว่าบ้านพักย่านสายไหมเป็นฐานปฏิบัติการหลักของเครือข่าย

บ้านหลังดังกล่าวมีลักษณะเป็นบ้านขนาดใหญ่ 2 หลังที่ต่อเติมเชื่อมติดกัน ภายในดัดแปลงพื้นที่เป็นห้องพักและห้องทำงานรวม 10 ห้อง เพื่อรองรับการทำงานของเครือข่าย

พฤติการณ์ของกลุ่มนี้คล้ายกับเครือข่ายคอลเซนเตอร์ที่หลอกลวงคนไทย โดยแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการของเกาหลีใต้ ใช้เอกสารหรือหมายจับปลอม ข่มขู่ให้ผู้เสียหายโอนเงิน

คดีที่นำไปสู่การสืบสวนครั้งนี้ ผู้เสียหายถูกผู้ต้องหาแอบอ้างเป็นอัยการและข่มขู่ด้วยหมายจับ จนต้องจ่ายเงิน 64 ล้านวอน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.6 ล้านบาท

จากการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยังพบข้อมูลการติดต่อผู้เสียหายจำนวนมาก โดยข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า ภายใน 1 ชั่วโมง มีการโทรศัพท์ติดต่อหมายเลขเป้าหมายมากกว่า 50 หมายเลขต่ออุปกรณ์ 1 เครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบอุปกรณ์ รวม 17 เครื่อง จึงยังมีข้อมูลที่ยังไม่ได้ถูกตรวจสอบอีกจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลเส้นทางการโอนเงิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะนำไปใช้ประกอบการขยายผลคดี

พลตำรวจโทนพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า เครือข่ายนี้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานพักอาศัยและปฏิบัติการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ โดยมุ่งหลอกลวงประชาชนชาวเกาหลีใต้ ไม่พบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีคนไทยตกเป็นผู้เสียหายจากเครือข่ายนี้

ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว โดยไม่พบประวัติอาชญากรรมหรือหมายจับสากลจากการตรวจสอบเบื้องต้น ก่อนจะเข้าพักอาศัยและใช้บ้านเช่าเป็นสถานที่ปฏิบัติการ

ตำรวจเชื่อว่า ผู้ต้องสงสัยชาวจีนอาจมีบทบาทเป็นหัวหน้าหรือกลุ่มทุนสนับสนุนการดำเนินงานของเครือข่าย โดยมีชาวเกาหลีใต้เป็นผู้ดำเนินการหลอกลวงผู้เสียหายร่วมกัน แต่ยังต้องสอบสวนเพื่อยืนยันบทบาทของแต่ละคน

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะขยายผลตรวจสอบเครือข่ายชาวต่างชาติที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต หรือมีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเข้ามาก่ออาชญากรรมในประเทศไทย พร้อมย้ำว่า แม้ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยว แต่หากใช้ประเทศเป็นฐานก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมาย

ด้านนายโดฮาน คิม (Mr. Dohan Kim) ผู้แทนแผนกกงสุลตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย กล่าวขอบคุณตำรวจไทยที่ร่วมปฏิบัติการจนสามารถตรวจพบเครือข่ายและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้

ส่วนจำนวนผู้เสียหายจากเครือข่ายคอลเซนเตอร์เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความเข้มข้นในการสืบสวน ตรวจค้น และติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้

ผู้แทนตำรวจเกาหลีใต้ ระบุว่า สำหรับคดีนี้ ผู้เสียหายเข้าแจ้งความในประเทศเกาหลีใต้ ก่อนที่ตำรวจเกาหลีใต้จะสืบสวนรวบรวมข้อมูลและประสานความร่วมมือกับตำรวจไทยให้เข้าตรวจค้น โดยขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานและขยายผล เพื่อระบุจำนวนผู้เสียหาย มูลค่าความเสียหายทั้งหมด และบทบาทของผู้ต้องสงสัยแต่ละคน