เกิดเหตุระทึก จู่ๆ มีชายคลุ้มคลั่งถือมีดปรี่เข้าไปหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ดอนหัวฬ่อ จ.ชลบุรี ทำร้ายเมียผู้ใหญ่บ้านจนล้มลงกลางถนน ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเสียงคว้าเครื่องม้วนผมไฟฟ้าติดมือมาฟาดสู้คนร้ายได้ แต่ก็ถูกฟันเจ็บหลายแผล
วันที่ 16 ต.ค. 2569 เกิดเหตุชายคลั่งถือมีดบุกหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โดยปรี่เข้าทำร้ายนางสาวณัฐลดา บ่งเทพ อายุ 30 ปี ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน จนล้มลงกับพื้น พยายามใช้เท้าถีบสกัดชายก่อเหตุอย่างสุดกำลัง โดยไม่กี่อึดใจต่อมา นายนววิช แซ่ตั้ง อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านได้วิ่งออกมาจากภายในบ้าน พร้อมถือเครื่องม้วนผมไฟฟ้าติดมือออกมาฟาดสู้กับคนร้าย จนเกิดการต่อสู้กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างชุลมุน ก่อนทั้งสองฝ่ายจะเสียหลักล้มลงกับพื้น


กระทั่งเวลา 10.30 น. ตำรวจร่วมกับชาวบ้านสามารถควบคุมตัวชายผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้ ทราบชื่อคือ นายวิชิต อายุ 42 ปี พนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่ จึงนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรดอนหัวฬ่อ
เบื้องต้น ผู้ก่อเหตุพูดจาวกวน ไม่สามารถให้ข้อมูลหรืออธิบายเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลชลบุรี เพื่อตรวจร่างกายและประเมินอาการ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

หลังเกิดเหตุ ผู้ใหญ่บ้านและภรรยาได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.ชลวิทย์ อธิพันธ์สีห์ สว.(สอบสวน) สภ.ดอนหัวฬ่อ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์และให้ปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุตามกฎหมาย
นางสาวณัฐลดา ภรรยาผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้รับบาดเจ็บเป็นแผลถลอกบริเวณแขนและหัวเข่า เปิดเผยด้วยความตกใจว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนอยู่ภายในบ้านตามปกติ จู่ ๆ ผู้ก่อเหตุก็เดินเข้ามาบริเวณหน้าบ้าน พร้อมตะโกนด่าทอและเรียกหาผู้ใหญ่บ้านด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ตนจึงเดินออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยังไม่ทันได้พูดคุยหรือสอบถามถึงสาเหตุ ชายคนดังกล่าวกลับชักมีดออกมาและพุ่งเข้าหาตนอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจและกลัวว่าจะถูกทำร้าย ตนจึงพยายามหลบหลีกและต่อสู้ป้องกันตัวอย่างสุดกำลัง แม้จะเสียหลักล้มลงกับพื้นก็ยังใช้เท้าถีบสกัดเพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาประชิดตัวได้ “ตอนนั้นตกใจมาก เขามาถึงก็ด่าผู้ใหญ่บ้าน เรียกให้ผู้ใหญ่ออกมา พอเราออกไปดู เขาก็ชักมีดพุ่งเข้ามาแทงเลย เราก็ต้องสู้ ต้องถีบป้องกันตัวตามที่เห็นในคลิป ถ้าวันนั้นสู้ไม่ได้ก็คงถูกแทงไปแล้ว โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านออกมาช่วยทัน”
นางสาวณัฐลดา กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบไม่ทันตั้งตัว และไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญกับเหตุรุนแรงเช่นนี้บริเวณหน้าบ้านของตนเอง

ขณะที่ นายนววิช ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากของมีคมบริเวณหน้าท้อง 2 แผล ใบหน้า 2 แผล และนิ้วโป้งเท้าซ้ายอีก 1 แผล เล่าว่า วินาทีนั้นเคยคิดจะหยิบอาวุธปืนออกมาใช้ป้องกันเหตุ แต่เมื่อนึกถึงมาตรการควบคุมการพกพาและใช้อาวุธปืนในช่วงนี้ จึงตัดสินใจไม่หยิบปืนออกมา และคว้าเครื่องม้วนผมไฟฟ้าที่อยู่ใกล้มือแทน ก่อนวิ่งออกไปช่วยภรรยาอย่างเร่งด่วน
"ผมนอนอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงเมียร้องก็รีบออกมาดู เห็นเขากำลังไล่แทงเมียผม ตอนนั้นคิดว่าจะไปเอาปืน แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้มีเรื่องห้ามพกพาและใช้อาวุธปืน ผมเลยคว้าเครื่องม้วนผมไฟฟ้าที่วางอยู่ ออกไปตีสู้กับเขา เพื่อช่วยเมียให้รอดก่อน”ผู้ใหญ่บ้านกล่าวว่า หลังจากเข้าขัดขวางผู้ก่อเหตุ ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้และกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างรุนแรง โดยอีกฝ่ายยังคงมีอาวุธมีดอยู่ในมือ ทำให้ตนถูกแทงได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือจนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้สำหรับสาเหตุที่ผู้ก่อเหตุบุกมาทำร้ายครอบครัวนั้น"

นายนววิช ยืนยันว่า ตนเองก็ยังไม่ทราบถึงชนวนเหตุที่แท้จริง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องบาดหมางรุนแรงกับชายคนดังกล่าว อีกทั้งยังเคยให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอเมื่อได้รับความเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังสังเกตเห็นว่าชายคนดังกล่าวมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยทราบว่ามีปัญหาชีวิตครอบครัว ภรรยาแยกทาง และมีพฤติกรรมดื่มสุราบ่อยครั้ง จึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียดสะสม แต่ตนก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุหรือไม่
นายนววิช ยังฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาถึงความปลอดภัยของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับพื้นที่ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงประสานงานราชการเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมถึงอาจต้องเผชิญกับบุคคลที่มีอาวุธหรือมีพฤติกรรมรุนแรง จึงอยากให้มีการพิจารณามาตรการที่เหมาะสม ทั้งเรื่องสิทธิในการป้องกันตัว การพกพาอาวุธตามกฎหมาย และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการดูแลความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือประชาชนต้องตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบเมื่อเผชิญเหตุอันตราย
ขณะเดียวกัน นางแดง (นามสมมุติ) อดีตภรรยาของนายวิชิต ผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ตนเคยใช้ชีวิตคู่กับนายวิชิตมาประมาณ 5 ปี ไม่มีบุตรด้วยกัน ช่วงแรกนายวิชิตไม่ได้มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงหรือแสดงท่าทีว่าจะไปทำร้ายใคร แต่ในระยะหลังเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการดื่มสุราขาวอย่างหนักแทบทุกวัน รวมถึงบางครั้งมีลักษณะนั่งพูดคนเดียว หรือพูดตอบโต้กับตัวเอง ซึ่งตนรู้สึกเป็นห่วงและไม่สบายใจกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ตนไม่เคยถูกทำร้ายร่างกาย และไม่เคยเห็นนายวิชิตก่อเหตุรุนแรงในลักษณะนี้มาก่อน กระทั่งเมื่อพฤติกรรมเริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้น ตนจึงตัดสินใจแยกทางและย้ายออกไปพักอาศัยอยู่ที่อื่น

เมื่อทราบข่าวว่า นายวิชิตก่อเหตุใช้มีดทำร้ายผู้ใหญ่บ้านและภรรยา ตนรู้สึกตกใจและเสียใจอย่างมาก เพราะจากที่รู้จักกันมา ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนมีน้ำใจและเคยช่วยเหลือนายวิชิตมาโดยตลอด “วันนี้อยากมาถามเขาเหมือนกันว่า ไปทำผู้ใหญ่บ้านเขาทำไม ผู้ใหญ่บ้านเขาดีขนาดนั้น ที่ผ่านมาเขาก็ช่วยเหลือตลอด ไม่รู้ว่าทำไมถึงไปทำแบบนี้”
เบื้องต้น ตำรวจ สภ.ดอนหัวฬ่อ ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากผู้เสียหายแล้ว โดยจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบบาดแผลและผลการตรวจร่างกาย รวมถึงสอบสวนผู้ก่อเหตุเมื่ออยู่ในสภาพที่สามารถให้การได้ เพื่อพิจารณาข้อกล่าวหาและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

















