ร้านทองในชลบุรี จ้างนักสืบล่าสาวแสบหลอกจำนำ "ทองหุ้ม" ตระเวนก่อเหตุร้านทองกรุงเทพฯ-ภาคตะวันออก กว่า 20 เจ้า เสียหายรวมมูลกว่า 5.5 ล้านบาท จนจับได้ที่โรงแรมในกรุงเทพฯ
วันที่ 9 สิงหาคม 2569 พ.ต.อ.วราวุฒิ นิตยวัน ผกก.สภ.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ร่วมกับทีมสืบสวน ได้คุมตัวนางสาวสุนิสา อายุ 42 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา เลขที่ 160/2569 ในข้อหา “ฉ้อโกง” มาสอบปากคำเพื่อขยายผลเพิ่มเติม หลังมีพฤติกรรมสุดแสบ นำ “ทองหุ้ม” หรือ “ทองยัดไส้” น้ำหนัก 5 บาท ไปจำนำกับร้านทองในเขตพื้นที่ สภ.ห้วยใหญ่ เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหาย 275,000 บาท ก่อนจะถูกตำรวจขออนุมัติศาลจังหวัดพัทยา ออกหมายจับ

ต่อมา ตำรวจ สน.ดินแดง ตามจับกุมตัวได้ ขณะหนีไปกบดานอยู่ที่ห้องพักของโรงแรมพื้นที่เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 จากนั้นถูกส่งตัวมาดำเนินคดีที่ สภ.ห้วยใหญ่
จากการสอบปากคำผู้ต้องหา ให้การอ้างว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวต่างชาติ เป็นชายผิวสี ชื่อว่า “โจ” เพิ่งรู้จักกันเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ให้นำสร้อยข้อมือทองคำน้ำหนัก 5 บาท ไปจำนำที่ร้านทอง โดยจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 1 หมื่น และไม่รู้ว่าสร้อยข้อมือดังกล่าวเป็นทองปลอม หรือทองหุ้ม ยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าของตัวจริง ส่วนใหญ่จะนำไปจำนำตามร้านทองในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล จังหวัดสมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

ตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหา นานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ เนื่องจากผู้ต้องหายังให้การวกไปวนมา และให้การไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี อย่างไรก็ตาม ตำรวจจะเร่งสอบสวนขยายผลผู้ร่วมขบวนการ นอกจากนี้ ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหา พบว่า เคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติด และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จำนวน 10 คดี โดยตำรวจเตรียมนำตัวฝากขังศาลจังหวัดพัทยาในวันพรุ่งนี้

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังร้านทองแห่งหนึ่งริมถนนเทศบาลห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นร้านทองที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ต้องหา โดยได้พูดคุยกับเจ้าของร้านทอง ซึ่งนำภาพกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ รวมถึง นำสร้อยข้อมือทองหุ้มที่ผู้ต้องหานำมาจำนำมาให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งมองด้วยตาเปล่าก็คิดว่าเป็นทองจริง แต่หากนำตะไบหรือเครื่องเจียมาบาดเนื้อทองลงไปเล็กน้อย ก็จะพบว่าข้างในเป็นสร้อยเหล็กธรรมดาทั่วไป ซึ่งเจ้าของร้านบอก "คนร้ายลงทุนมาก และต้องเป็นช่างทองมืออาชีพ เนื่องจากนำทองจริงมาหุ้มสร้อยเหล็ก โดยกะน้ำหนักได้ปริมาณทองคำหนัก 5 บาท"
ในวันเกิดเหตุลูกชายอยู่ในร้านเพียงลำพัง ซึ่งถ้าหากดูจากกล้องวงจรปิด คนร้ายนั่งรถตู้มาจอดที่บริเวณหน้าร้าน จากนั้นเดินเข้ามาในร้านโดยบอกว่า ขอจำนำเลสข้อมือ จากนั้นก็ยื่นมือซ้ายมาให้แกะสร้อยออกไปจากข้อมือ แต่เนื่องจากสร้อยถูกหุ้มด้วยทองจริง จึงทำให้ตรวจสอบได้ยาก หากไม่ใช้เครื่องเจียหรือส่องกล้องขยาย รวมถึงผู้ต้องหายังอ้างว่าจะซื้อทองเพิ่ม จึงทำให้ลูกชายรับจำนำสร้อยข้อมือดังกล่าว ในราคา 275,000 บาท พอตอนกลับมาที่ร้านและตรวจสอบสร้อยทองดังกล่าว โดยนำเครื่องเจียมาบาดเนื้อทอง จึงพบว่าเป็นทองหุ้ม หรือทองยัดไส้ จึงได้ไปแจ้งความกับตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่

อีกทั้งหลังเกิดเหตุ ยังได้รับข้อมูลจากกลุ่มนักธุรกิจร้านทองในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และชลบุรี รวมกว่า 20 เจ้า ถูกผู้ต้องหาก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากผู้ต้องหาใช้ชื่อจริง นามสกุลจริงในการนำทองน้ำหนัก 5 บาทไปจำนำ ซึ่งรวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 5.5 ล้านบาท พอรู้ข้อมูลดังกล่าวยิ่งทำให้ตนรู้สึกว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวคนร้ายจะลอยนวลและไปก่อเหตุซ้ำอีก ประกอบกับตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ มีการออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้แล้ว จึงตัดสินใจจ้างนักสืบออกติดตามผู้ต้องหารายนี้ จนกระทั่งไปพบตัวว่ากบดานที่โรงแรมดังกล่าว จึงประสานตำรวจ สน.ดินแดง จนจับกุมตัวได้ดังกล่าว

ด้านเจ้าของร้านทองอีกรายใน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้เดินทางมา สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อให้ข้อมูลกับตำรวจ หลังตกเป็นเหยื่อของผู้ต้องหาเช่นกัน โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ซึ่งจากกล้องวงจรปิดของร้านทองดังกล่าวจะเห็นว่า พฤติกรรมของผู้ต้องหาจะมีลักษณะเดียวกัน โดยเดินเข้ามาในร้าน แล้วแจ้งพนักงานขอจำนำทอง จากนั้นก็ยื่นมาให้พนักงานปลดออกไปจากข้อมือ แต่เนื่องจากเป็นทองที่ค่อนข้างตรวจสอบยาก จึงทำให้พนักงานหลงเชื่อ และมีการตกลงจำนำทอง จนผู้ต้องหาได้เงินไปจำนวน 250,000 บาท แต่พอนำทองไปตรวจสอบอย่างละเอียดมาพบภายหลังว่าเป็นทองหุ้ม

ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ยังอยากฝากเตือนภัยถึงเจ้าของกิจการร้านทองให้คอยระวังพฤติกรรมของคนร้ายในลักษณะดังกล่าว โดยเชื่อว่า ผู้ต้องหารายนี้ไม่ได้ทำคนเดียว ต้องมีผู้ร่วมขบวนการ พร้อมทั้งอยากให้ตำรวจในแต่ละท้องที่ที่ผู้เสียหายไปแจ้งความความเร่งออกหมายจั ผู้ต้องหารายนี้ เนื่องจากทราบว่า ตำรวจในแต่ละท้องที่ยังไม่มีการออกหมายจับผู้ต้องหารายนี้ ทั้งที่ เจ้าของร้านทองไปแจ้งความไว้แล้ว และกลัวว่าผู้ต้องหาจะได้รับโทษน้อย และถ้าหากพ้นโทษออกมาจะออกมาทำซ้ำอีก

















