"แม่ภัทร" ชี้จุดกรงขังพร้อมตำรวจตอบทั้งน้ำตาเห็นแล้วยังสะเทือนใจ ด้าน "เจแปน" โผขอโทษเรื่องที่ผ่านมา

จากกรณี “แม่ภัทร” ออกมาร้องเรียนว่าถูกลูกชายพาตัวไปอยู่ที่ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีอาการทางจิตเวช ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าตรวจสอบและมีคำสั่งปิดศูนย์ดังกล่าว

ล่าสุดวันนี้ (9 ต.ค. 69) ทีมสายไหมต้องรอด พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม พา “แม่ภัทร” กลับไปชี้จุดเกิดเหตุภายในศูนย์ดังกล่าว หลังร้องเรียนว่าถูกกักขังและทำร้ายร่างกาย โดยระหว่างการชี้จุด แม่ภัทรถึงกับร้องไห้ออกมา เพราะภาพความทรงจำในช่วงที่ถูกกักขังกลับมาอีกครั้ง

แม่ภัทร เปิดเผยว่า เมื่อได้เจอกับป้าแมว รู้สึกใจสั่น มือเย็น และยังคงหวาดกลัว แม้จะพยายามลบภาพความทรงจำนั้นออกไป แต่ก็เพิ่งออกมาจากสถานที่แห่งนั้นเพียง 2 เดือน พอกลับเข้ามาในสถานที่นี้อีกครั้งสภาพจิตใจก็ยังไม่ไหว

แม่ภัทรยังเปิดเผยว่า ระหว่างการชี้จุด พบจุดที่เคยทำสัญลักษณ์เอาไว้ รวมถึงห้องที่เรียกว่า “ห้องบอลลูน” ซึ่งเป็นห้องทึบที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในและมีมุมอับ โดยแม่ภัทรเผยว่า ในช่วงที่มีคนเข้ามาตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะพาไปขังไว้ในห้องดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะร้องขอความช่วยเหลือหากพบคนที่เข้ามาตรวจ

นอกจากนี้ แม่ภัทรยังระบุว่า เคยถูกนำตัวไปอยู่ในห้องดังกล่าวหลังจากปวดท้องจนเป็นลม และภายหลังมีจิตแพทย์เข้าไปนอนด้วย ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้อง แม่ภัทรขอสงวนไว้ก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี

แม่ภัทรบ อกอีกว่า เมื่อกลับเข้าไปชี้จุดเกิดเหตุ รู้สึกเหมือนความเจ็บปวดและความทรมานที่เคยเจอผุดขึ้นมาอีกครั้ง จนต้องขอนั่งพัก เพราะแม้จะคิดว่าตัวเองเข้มแข็งขึ้นและลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว แต่เมื่อได้กลับมาเห็นสถานที่จริง ความทรงจำก็ย้อนกลับมา

ขณะเดียวกัน แม่ภัทรยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพาตัวเองมายังศูนย์แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นลูกชายลูกสาวลูกสะใภ้ หรือบุคคลอื่น พร้อมฝากถึงสื่อมวลชนให้ช่วยติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป เพราะเชื่อว่ายังมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยในสถานที่อื่นที่อาจกำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งอื่น ๆ ทั่วประเทศ แม่ภัทรระบุว่า รู้สึกดีใจเกินความคาดหวัง เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยเหลือคนในสถานที่แห่งนี้ แต่ยังอาจช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยคนอื่น ๆ ได้รับการช่วยเหลือและพ้นจากความทุกข์ทรมานด้วย

ระหว่างนั้น เจแปน ลูกชายของแม่ภัทร ได้เดินเข้ามากราบขอโทษแม่ภัทรอีกครั้ง โดยบอกว่า อยากขอโทษคุณแม่และทุกคนที่ติดตามข่าวอยู่ทางบ้าน เพราะตอนที่เริ่มเข้ามาชี้จุดภายในห้องในช่วงแรก ตนตั้งใจอยากให้แม่ภัทรได้มาอยู่ตรงนี้และมีพื้นที่ของตัวเองมากที่สุด แต่ยอมรับว่า ความจริงในมุมของแม่ภัทรกับมุมของคุณแม่ตนเอง อาจมีความรู้สึกที่ไม่ตรงกัน จึงอยากขอโทษกับทุกเรื่องที่ผ่านมา

ด้านแม่ภัทรบอกว่า เรื่องการให้อภัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในส่วนของคดีก็จะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

แม่ภัทรยังเล่าถึงช่วงที่เข้าไปชี้จุดแรกว่า เพียงแค่มองไปยังห้อง หัวใจก็เต้นแรงจนหน้าซีด เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาถามว่าไหวหรือไม่ เพราะตนรู้สึกไม่ไหวจริง ๆ เมื่อยืนอยู่ตรงนั้นแล้วนึกถึงเหตุการณ์ที่อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ 2 คนในศูนย์ทำร้ายและบังคับให้อดอาหาร ความกลัวก็ยิ่งกลับมาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่จึงเชิญแม่ภัทรและเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนออกจากบริเวณดังกล่าว ขณะที่คุณเจแปนก็กล่าวขอโทษอีกครั้ง พร้อมบอกว่าอยากให้แม่ภัทรได้พักผ่อน

นอกจากนี้ แม่ภัทรยังยืนยันว่า หากผลการสอบสวนพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็จะดำเนินคดีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเผยว่าการให้อภัยกับการดำเนินคดีเป็นคนละส่วนกัน พร้อมยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพูดคุยกับลูกได้

ส่วนประเด็นโรงงาน แม่ภัทรบอกถึง “กุ้งฝอย” ขอให้คืนโรงงานให้แม่ และอยากให้กลับมาพูดคุยกัน ก่อนที่เรื่องราวจะดำเนินไปไกลกว่านี้ โดยแม่ภัทรเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปที่โรงงานพร้อมนักข่าวและเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ประตูปิดอยู่ เมื่อกดกริ่งเรียกก็ไม่มีใครออกมาเปิด จึงไม่ทราบว่าภายในโรงงานยังมีพนักงานทำงานอยู่หรือไม่

ขณะที่เรื่องตู้เซฟ แม่ภัทรระบุว่า ขณะนี้ตู้เซฟถูกฝากไว้ที่นิติบุคคลของหมู่บ้าน และหากจะเปิดตู้เซฟจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าร่วมด้วย พร้อมยอมรับว่าอยากเปิดตู้เซฟมาก

นอกจากนี้ แม่ภัทรยังฝากถึงน้องชายของกุ้งฝอย โดยเผยว่า จริงๆน้องชายของคุณกุ้งฝอยก็ไม่ได้มีอำนาจบริหารอยู่ในบริษัท ยิ่งทำแบบนี้ยิ่งจะมัดตัวพี่สาวของคุณเอง อยากให้ยอมรับความจริงและนำของของแม่ที่นำไปกลับคืนมา

ส่วนกรณีลูกสาว แม่ภัทรเปิดเผยว่า ปัจจุบันตนเองพักอาศัยอยู่ที่บ้านลูกสาว หลังได้รับการช่วยเหลือให้ออกจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

แม่ภัทรยังพูดถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาว โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการออกตัวปกป้องลูก แต่หลังจากตัวเองผ่านความทุกข์ทรมานและเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากสถานที่แห่งนี้ สิ่งแรกที่คิดหลังได้รับการช่วยเหลือออกมาได้ คือการค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นภายในศูนย์แห่งนี้

ส่วนกรณีที่มีคนนำเรื่องเก่ามาพูดถึงและโจมตีตัวเอง แม่ภัทรบอกว่าไม่กังวล เพราะตั้งใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือคนที่กำลังทุกข์ทรมานให้พ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยอมรับว่า รู้อยู่แล้วว่าการออกมาพูดความจริงอาจต้องเผชิญกับแรงกดดัน

แม่ภัทรยังฝากถึงคนที่ออกมาโพสต์หรือขุดคุ้ยเรื่องราวต่าง ๆ ว่า อยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนกล่าวหา หากมีการกล่าวหาว่าถูกโกง ก็ควรมีหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ออกมาพูดลอย ๆ เพราะอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้

นอกจากนี้ แม่ภัทรยังกล่าวถึงอดีตลูกน้อง 2 คนที่ออกมาโพสต์และส่งข้อความเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต โดยระบุว่า ทั้งสองคนเคยทำงานกับตัวเองและลาออกกะทันหัน แต่ในวันที่ลาออก แม่ภัทรได้โทรศัพท์ไปขอเลขบัญชีเพื่อโอนเงินให้ แม้อีกฝ่ายจะออกจากงานไปโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าก็ตาม

แม่ภัทร ระบุว่า หลังจากพยายามติดตามเพื่อขอเลขบัญชีและโอนเงินให้แล้ว กลับพบว่าอดีตลูกน้องมีการส่งข้อความและเผยแพร่ภาพเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต พร้อมทิ้งท้ายว่า หากใครอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ทาง TikTok ซึ่งเจ้าตัวเตรียมจะไลฟ์ชี้แจงเรื่องดังกล่าว