งานวิจัยสู่ชุมชน "กาแฟอมก๋อยเพื่อชีวิตยั่งยืน" สร้างอาชีพจาก "กาแฟอะราบิกา" ทางเลือกสร้างรายได้ โดยไม่ต้องแลกกับผืนป่า
โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยแบแล อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จัดตั้งขึ้นตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภายหลังเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ป่าไม้ ตำบลแม่หลอง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้หน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จัดตั้งสถานีทดลองเกษตร โดยนำพื้นที่ที่ถูกบุกรุกและแผ้วถางป่ามาพัฒนาเป็นแปลงปลูกพืชเขตหนาว พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำการเกษตรอย่างถูกหลักวิชาการ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้จากพื้นที่เดิม และลดการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านอาชีพให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่สูงและพื้นที่ห่างไกล มุ่งส่งเสริมการใช้ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมทางการเกษตรให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและมูลค่าสินค้าเกษตร ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง มีรายได้ที่มั่นคง และประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรได้นำแนวนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ผ่านการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและเทคโนโลยีเข้าไปแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพให้สอดคล้องกับภูมิสังคมของแต่ละชุมชน หนึ่งในผลสำเร็จที่สำคัญ คือ “กาแฟอมก๋อยเพื่อชีวิตยั่งยืน” จากโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยแบแล จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลงานด้านโครงการพระราชดำริและโครงการพิเศษดีเด่น ประจำปี 2569 จึงมอบหมายให้ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 ร่วมสนองพระราชเสาวนีย์ มุ่งให้ราษฎรมีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคง พร้อมพัฒนาระบบการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และทรัพยากรของชุมชน
จากการวิเคราะห์สภาพพื้นที่ ปัญหาของชุมชน ตลอดจนทรัพยากรดิน น้ำ ป่าไม้ และพื้นที่ทำกิน พบว่า “กาแฟอะราบิกา” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ เนื่องจากสามารถเจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของไม้ป่า สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศบนพื้นที่สูง และที่สำคัญสามารถสร้างรายได้จากพื้นที่เดิมโดยไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในเขตป่า




นางสาวอรทัย วงค์เมธา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้ขับเคลื่อนงานวิจัยและเทคโนโลยีสู่พื้นที่สูง ยกระดับ“กาแฟอะราบิกา” เป็นอาชีพที่มั่นคงของชุมชน ภายใต้โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอยแบแล อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ สร้างเกษตรกรต้นแบบ 14 ราย ผลิตกาแฟเชอรี่รวม 14,700 กิโลกรัม สร้างรายได้ 588,000 บาท พร้อมสร้างรูปแบบการทำเกษตรที่คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลและยั่งยืน และได้สนับสนุนต้นกล้ากาแฟอะราบิกา พันธุ์ กวก.เชียงใหม่ 80 ซึ่งผ่านการวิจัยและพัฒนา พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพื้นที่ การปลูกกาแฟร่วมกับป่า การจัดการธาตุอาหาร การตัดแต่งทรงพุ่มและฟื้นฟูต้นกาแฟ ตลอดจนการป้องกันและจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
การดำเนินงานจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการส่งเสริมให้เกษตรกร “ปลูกกาแฟ” แต่เป็นการนำ งานวิจัย องค์ความรู้ และเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร มาสร้างระบบอาชีพที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของชุมชน และทำให้การสร้างรายได้สามารถเดินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งองค์ความรู้ยังต่อเนื่องไปถึงการเก็บเกี่ยวผลกาแฟในระยะที่เหมาะสม การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปอย่างถูกวิธี เพื่อรักษาคุณภาพ เพิ่มมูลค่าผลผลิต และเตรียมความพร้อมให้ผลผลิตเข้าสู่มาตรฐานที่ตลาดยอมรับ ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ให้แก่ชุมชน คอยให้คำแนะนำ ติดตามปัญหา และร่วมวางแผนการผลิตกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ความรู้ที่ถ่ายทอดสามารถนำไปใช้ได้จริงในแปลงของตนเอง เพราะหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการมอบต้นกล้า แต่คือ “การมอบองค์ความรู้” ที่จะติดตัวเกษตรกร และทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว




นายกิตติ์พิพัชญ์ ศรีวิชัย เจ้าพนักงานการเกษตรปฏิบัติงาน ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของไม้ป่าช่วยให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากพื้นที่เดิมได้อย่างเหมาะสม ต้นไม้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของกาแฟ ขณะที่กาแฟกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างแรงจูงใจให้ชุมชนเห็นคุณค่าของการรักษาต้นไม้และทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว กาแฟทุกต้นบนดอยแบแลจึงมีความหมายมากกว่าผลผลิตทางการเกษตร เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เชื่อมโยง “รายได้ของคน” เข้ากับ “ความสมบูรณ์ของผืนป่า” จากพระราชเสาวนีย์ที่มุ่งหวังให้ราษฎรมีที่ทำกิน มีอาชีพ และมีรายได้ที่มั่นคง สู่การนำงานวิจัยและเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรลงสู่พื้นที่ วันนี้ “กาแฟอะราบิกาดอยแบแล” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่สูงสามารถสร้างทั้งเศรษฐกิจชุมชนและความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติไปพร้อมกันได้
“กาแฟอมก๋อยเพื่อชีวิตยั่งยืน” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของกาแฟหนึ่งแก้ว แต่คือผลลัพธ์ของการนำองค์ความรู้ทางวิชาการไปสร้างโอกาสให้กับชุมชน เปลี่ยนพื้นที่และทรัพยากรที่มีอยู่ให้กลายเป็นอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิต และสร้างวิถีการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คนกับป่า” อย่างสมดุล
นี่คืออีกหนึ่งรูปธรรมของการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านภารกิจของกรมวิชาการเกษตร ที่นำ “งานวิจัยจากนักวิชาการ” ไปสู่ “การใช้จริงของเกษตรกร” เพื่อให้ความรู้สร้างรายได้ รายได้สร้างความมั่นคง และความมั่นคงของชุมชนเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนของผืนป่า















