บช.ก. แจงยึดทรัพย์ "อดีตหลวงพ่อโชติ-สีกาเอ๋" กว่า 700 ล้านบาท พบแผนประทุษกรรม ตั้งมูลนิธิเถื่อนรับโอนเงิน เตรียมขยายผลตรวจสอบที่มาทรัพย์สินที่เกินกว่าการร้องเรียน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ บังคับการปราบปราม สำนักงานพระพุทธศาสนา ปปง. ร่วมกันแถลงผลการดำเนินการจับกุม นายโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ นางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ สีกาคนสนิท ในคดีทุจริตเงินวัด
โดยพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สอบสวนกลางดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจริงจัง และเรื่องพระ ตำรวจสอบสวนกลางมอบพล.ต.ต.จรูญเกียรติ มารับเรื่องร้องเรียน หลังตุลาคมต้องหาคนมารับงานนี้ต่อ และเราก็ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ตนเองขอเน้นย้ำว่า พฤติกรรมของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับคำสอน สถานที่ และประเพณีอันดีงามที่สังคมพุทธศาสนาเราดำเนืนการมา เป็นเพียงแค่พฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น
พร้อมยืนยันว่า เงิน 92ล้านบาท ไม่ได้เข้าวัดแน่นอน แต่ทรัพย์สินที่ตรวจสอบยึดได้เกินกว่า100ล้านบาท ดังนั้นจึงจะทำการตรวจสอบสวนขยายผลต่อว่าเงินและทรัพย์สินมาจากไหนอย่างไร ทั้งนี้หากตรวจพบว่ามีทรัพน์สินอื่นๆเพิ่มเข้ามาก็จะขยายผลต่อหาที่มาต่อไป
ส่วนพล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 15 ก.ค.ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ว่า เจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและอาจจะให้ตำแหน่งหน้าที่ของวัดทุจริตเงินเลยมาขอให้กองปราบตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงค่อนข้างลำบาก เพราะวัดนี้มี นักการเมือง ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ทหาร ตำรวจ นับถืออยู่จำนวนมาก เลยต้องระมัดระวัง และพอเข้าไปตรวจสอบ ได้พยานหลักฐานพอสมควร ซึ่งมีพิรุธหลายอย่าง และพบ2เส้นทางการเงิน คือเส้นแรก ในการออกใบอนุโมนาบัตรให้กับบุคคล ในการเช่าวัตถุมงคล 22รายการ กว่า 2.8ล้าน และพยานยังยืนยันว่า เจ้าอาวาสสั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นเรื่องจริง ส่วนอีกเส้นเงินคือ ใบอนุโมทนาบัตร ออกมาเพื่อบำรุงวัด เส้นเงินนี้89ล้านบาท และรวม 2เส้นเงิน 92ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่า ไม่มีเงินจำนวนนี้เข้าไปในบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาส ทุจริตเงินวัดจริง “และเมื่อมีหลักฐาน กองปราบจะรออะไรละครับ”เข้าไปขอศาลอาญาทุจริตภาค1 ออกหมายจับในข้อหา ‘เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ, และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน’
และสีกาเอ๋ ออกหมายจับข้อหา ‘สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด และสมคบกัน ร่วมกันฟอกเงิน’ จนนำมาสู่การปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. และเข้าตรวจค้น 6จุด ผลการรวจค้น สามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนกว่า 215ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่างๆในกุฏิ เป็นเงินสดทั้งสกุลไทยและสกุลต่างประเทศ ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ 1066บาททองคำ พระเครื่อง โฉนดที่ดิน โดยหลังจากนี้ ปปช. และ ปปง.จะช่วยในการขยายผลต่อเพื่อแยกเส้นเงินออกมาว่าอันไหนเป็นเงินวัด อันไหนเป็นเงินส่วนตัว และแยกคนไม่ดีออกจากวัดเพื่อคืนความศรัทธาให้กับประชาชน
พร้อมทั้งฝากไปยังคน2กลุ่ม กลุ่มแรกถ้ารู้สึกว่าเงินของตัวเองบริจาคไปแล้วและใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ให้เข้ามาให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา และฝากเตือนไปยังหลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายหากมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ให้หยุดทันที หากตรวจพบผมไม่เอาไว้แน่นอน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บอกเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้สารตั้งต้นของ2เส้นเงินนั้น ยังต้องมีการขยายผลต่อ แต่ที่ชัดเจนคือ มาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรวัดในระยะเวลา 3เดือน ที่ตำรวจพบเส้นเงินนี้ ซึ่งแผนประทุษกรรม คือ เงินเส้นนี้โอนเข้าบัญชีของมูลนิธิที่เจ้าอาวาสตั้งมา เมื่อปลายปี2568 แต่มูลนิธิยังไม่ถูกต้อง และไม่สามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้
หลังจากนั้นเมื่อเงินเข้ามูลนิธิ ก็โอนต่อจากมูลนิธิ มาเข้าบัญชีตัวเอง แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินอยู่ที่เจ้าอาวาสส่วนหนึ่งและผู้หญิงอีกส่วนหนึ่ง หลังจากนี้จะขยายผลต่อ และจากการตรวจสอบสอบมูลนิธิดังกล่าว ไม่มีสิทธิออกใบอนุโมทนาบัตร ดังนั้นญาติโยมที่ต้องการเอาใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษีขอให้เข้าแจ้งความได้ที่กองบังคับการปราบปรามได้
ไม่มีอำนาจใดเหนือกรรมชั่ว ลั่น โต๊ะไม่ต่างจากขยะ
ขณะที่ ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. กล่าวว่า “ไม่มีอำนาจใดเหนือกรรมชั่ว” ทั้งนี้ ตำรวจได้ตรวจสอบมา 2 เดือนเพื่อไม่ให้กระทบความเลื่อมใสศรัทธา จนมั่นใจแล้วจึงหารือกับผู้ใหญ่ในการเข้าจับกุม พร้อมกับสีกา และหลังจากนี้จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คลายข้อสงสัย และยืนยันว่า วัดยังคงอยู่ ศาสนายังคงอยู่ และไม่อยากให้คิดว่าสิ้นเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ววัดจะหายไป อยากให้พุทธศาสนิกชนไปชมไปเที่ยวไปทำบัญไหว้พระ น่าจะดีกว่าหวังวัตถุมงคลจากคนบางส่วนที่จ้องหาผลประโยชน์จากการทำบุญจากศรัทธา
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ตอบคำถามเพิ่มเติมว่า หากท่านทำถูกไม่ต้องกลัวว่าตำรวจสอบสวนกลางจะไปก้าวล่วง ส่วนกรณีประเด็นเรื่องการตรวจยึดโต๊ะกลมสีส้ม นั้น ไม่ใช่ประเด็นของตำรวจในคดีอาญา และการที่เอาโต๊ะ เอาออกไปจากวัด เป็นการเอาสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด
“โต๊ะไม่ต่างจากขยะ กลัวว่าจะมีคนแผลงตามไปเช็คอินตามรอย จึงอยากให้ประชาชนไปตามรอยสิ่งที่มันสร้างสรรค์ ดังนั้นการกวาดลานวัดก็ควรนำสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด เพราะโต๊ะไม่ใช่สาระสำคัญทางคดีอาญา”
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ยังบอกถึงข้อมูลมูลนิธิเพิ่มเติมด้วยว่า มูลนิธิที่ นายโชติ จัดตั้งขึ้นชื่อ ‘มูลนิธิหวันโชติ’ เป็นการนำชื่อวัดกับชื่อพระมารวมกัน และพึ่งจัดตั้ง เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยพึ่งก่อร่างสร้างตัวให้ซื้อวัตถุมงคล ส่วนจะดังหรือไม่ ตนเองไม่สามารถตอบได้และพบว่ามีเงินอยู่ที่ตัวพระจำนวนมาก
ขณะที่ไทม์ไลน์ของคดี พบข้อมูลว่า สีกาเข้ามาอยู่ที่วัด ตั้งแต่ปี 2550 เป็นโยมอุปอุปถัมภ์ แต่จะเข้ามาทำอะไรตนเองไม่ทราบ ทราบเพียงว่า บุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ 2562 ก่อนที่จะปลเการเป็นบุคคลล้มละลายปี 2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้านสองหลัง มีทรัพย์สินจำนวนมากทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก
ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองรายนั้น ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า สีกาคนสนิท ให้การปฏิเสธ และอ้างว่า เงินมาจากการหารายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ตำรวจยืนยันว่า มีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฏที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนนายโชติ อดีตเจ้าอาวาสฯ อยู่กระบวนการของการสอบปากคำ และให้การปฏิเสธ และไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้
ด้าน นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า เหตุที่นายโชติสึก ไม่ได้ด้วยความสมัครใจแต่เป็นปาราชิก ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ พร้อมบอกว่า การสแกนคิวร์อาร์โค้ด สามารถทำได้ในการบริจาคและเงินจะเข้าบัญชีวัดเท่านั้น
ทั้งนี้ได้เตรียมมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าวในอนาคต โดยจะร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าสุ่มตรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อป้องกันไม่ให้พระภิกษุนำเงินของวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ในส่วนของการบริจาคเงิน ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ระบบ e-Donation ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งเงินจะเข้าสู่บัญชีของวัดโดยตรงและสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ วัดบางแห่งยังคงมีตู้รับบริจาคที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ประชาชนจึงควรพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนการร่วมทำบุญ
ส่วนกรณีที่มีพระหลายวัดทำเครื่องรางของขลังออกมาจำหน่ายนั้น นายกฤศกร ระบุว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อมส่วนบุคคลอย่าเหมารวม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้ “เรื่องนี้เป็นความเสื่อมของบุคคลบางคนอย่าได้เอาความเสื่อมของบุคคลบางคนมันทำลายศรัทธาของศาสนาพุทธ”
ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ปีที่แล้วก็มีเรื่องประมาณนี้เกิดขึ้น จำนวนมาก แต่ปีนี้น้อยลง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยายามเน้นย้ำคดีประเภทนี้ว่ากระทบต่อความเชื่อมั่น และความเคารพศรัทธาของพี่น้องประชาชน โดยหลายเรื่องที่ทำการสืบสวนพยายามหาพยานหลักฐาน หากพบเป็นเรื่องกระทำความผิด หากเป็นคดีอาญาจะไม่ปล่อยไว้ เด็ดขาด “ส่วนหนึ่งขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เอาข้อมูลมาให้ทางกองปราบปราม ในส่วนนี้ยืนยันว่า ข้อมูลหลายเรื่องที่นำมาสู่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มาง่ายง่ายเรื่องนี้ที่พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาของเราถ้าเห็นพระที่ออกนอกลู่นอกทางประพฤติไม่ดีก็อยากให้พวกเราช่วยกันปกป้องดูแล สถาบันพระพุทธศาสนาอย่าปล่อยให้พระที่กระทำผิดลอยนวลอาศัยความเชื่อมั่นเชื่อถือศรัทธามาหากิน”
ทั้งนี้ปีที่แล้วรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามจะวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัดเพื่อป้องกันการกระทำความผิด ของพระสงฆ์ ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่ดี แต่วันนี้ยังเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ และไม่อยากให้เกิดภาพแบบนี้อีก ก็พยายามวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัด เพื่อไม่ต้องการให้พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดมีแนวโน้มเป็นในทางที่ดี วันนี้ยังมีเหตุเกิดขึ้นอีกเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่เราจะไม่ปล่อยผ่าน
เปิดคลังทรัพย์สิน "สมีโชติ-สีกาเอ๋"
สำหรับจากการตรวจค้นกุฏิ ตำรวจยึดทรัพย์สินของ สมีโชติ ทั้ง เงินฝากในบัญชี 290ล้านบาท เงินสด 138,309,986บาท ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1000บาททองคำ คิดเป็นเงินกว่า70ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสมีโชติ กว่า 498ล้านบาท
ส่วนทรัพย์สินของนางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ตำรวจยึดทรัพย์สินในบ้านพักย่านปทุมธานีเป็นเงินสด 3,873,614บาท ทองคำน้ำหนัก 90บาท คิดเป็นเงิน 6,151,500บาท รวมมูลค่า 10,025,114บาท
นอกจากนี้ยังตรวจยึดโฉนดที่ดิน 2ฉบับ สมุดบัญชี7เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน1ฉบับ รวมเป็น10รายการ รวมถึงกรมธรรม์สุขภาพ 1ฉบับ ใบประกันทองคำ 6ใบ ใบซื้อ-ขายทองคำ 7ใบ สลากออมสิน 4ใบ รวมมูลค่า 215,229,847 บาทรวมทรัพย์สินของทั้งสองคน กว่า 720 ล้านบาท

















