"สาวเชียงใหม่" ร้องสายไหมฯ อ้างบริษัทรับสร้างบ้าน ทิ้งงานหลังจ่ายเงินเกือบล้าน รวมผู้เสียหาย 13 ราย เสียหายกว่า 10 ล้าน

จากกรณีสาวเชียงใหม่วัย 25 ปี ร้องสายไหมต้องรอด หลังทำสัญญาจ้างบริษัทรับสร้างบ้านราคา 3.5 ล้านบาท วางเงินมัดจำและจ่ายเงินเพิ่มรวมเกือบ 1 ล้านบาท แต่สุดท้ายอ้างบริษัทไม่เดินหน้าก่อสร้าง ก่อนขาดการติดต่อ ต้องแจ้งความผ่านมาเกือบ 2 ปี คดีไม่คืบหน้า ล่าสุดพบผู้เสียหายอีก 22 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 10 ล้านบาท วอนหน่วยงานเร่งติดตามเงินคืนและดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมาทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ได้พูดคุยกับ นางสาวบี อายุ 25 ปี ผู้เสียหาย ชาวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2566 ตนอยากสร้างบ้านที่เชียงใหม่เพื่อให้ครอบครัวได้มาอยู่ด้วยกัน ต่อมามีคนแนะนำบริษัทก่อสร้างบ้านให้ ตนจึงเข้าไปปรึกษาเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 โดยบริษัทก่อสร้างบ้านดูมีความน่าเชื่อถือ พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยยื่นกู้เงินให้กับผู้ที่มาทำสัญญาตกลงที่จะสร้างบ้าน พร้อมที่ดิน จำนวน 3.5 ล้านบาท ทำให้ตนเองเกิดความสนใจ แต่ทางบริษัทแจ้งว่าจะต้องนำเงินมัดจำมาวางก่อนเนื่องจากเป็นค่าดำเนินการและค่าซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ เพื่อให้งานดำเนินการไปได้ไว

วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ตนเองได้นำเงินมัดจำ 500,000 บาท พร้อมเซ็นเอกสารสัญญาค่าสร้างบ้านในราคา 3.5 ล้านบาท ซึ่งทางบริษัทแจ้งว่าจะสร้างเสร็จประมาณเดือนธันวาคม-มกราคม 2567

ต่อมา วันที่ 26 ตุลาคม 2566 ทางบริษัทได้มีการลงเสาเอก ในที่ดินที่จะปลูกสร้าง รักนั้นได้แจ้งว่าทางธนาคารอนุมัติวงเงินในการสร้างบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตนเองโอนเงินงวดถัดไปเพื่อที่จะได้ดำเนินการ และมีการบีบว่าต้องจ่ายเพิ่ม ให้วางเงินสดงวดที่ 2 วันที่ 16 พฤศจิกายน อีก 300,000 บาท วันที่ 20 พฤศจิกายน 100,000 บาท และ 9 ธันวาคม 100,000 บาท รวมความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท แต่หลังจากนั้น บริษัทก็ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ตนจึงพยายามทักแชตและโทรไปถาม แต่กลับถูกทางบริษัทบ่ายเบี่ยง อ้างว่ารออุปกรณ์ รอไฟฟ้า รอมิเตอร์น้ำ และอ้างว่าติดงานทำนั่นทำนี่อยู่ แต่ยังไม่มีการสร้างบ้านจริง

ตนพยายามทักหาเพื่อตามงานอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้ ทักแชตไม่ตอบ โทรหาไม่รับ ซึ่งระยะเวลาเลยมาหลายเดือนแล้วในวันที่ 31 มกราคม 2567 จึงตัดสินใจไปแจ้งความที่ สภ.แม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านมา 2 ปี คดีไม่มีความคืบหน้า ตำรวจอ้างว่าสำนวนไม่ผ่าน เรื่องอยู่ที่อัยการ โดยในช่วงที่ผ่านมาตนยังเสียค่าจ้างทนายส่วนตัวอีก 80,000 บาท เพื่อให้ทางทนายมาเดินเรื่องเกี่ยวกับคดีดังกล่าวให้ ที่ตนออกมาร้องเรียนในวันนี้เพราะต้องการเงินคืน อีกทั้ง ยังไปพบผู้เสียหายรายอื่นรวมตัวกันในกลุ่มไลน์ได้ 14 คน บางคนก็เจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับตนเอง คือทิ้งงานไป บางคนก็มีการสร้างบ้านแต่ไม่เสร็จ รวมความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท

ส่วนเรื่องของยูทูบเบอร์คนดัง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการโกง เพียงแต่ผู้เสียหายพบว่ามีการไปถ่ายคอนเทนต์รีวิวบ้านร่วมกับเจ้าของบริษัทดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันตนเองเห็นทางโซเชียลมีความเคลื่อนไหวโดยเจ้าของบริษัทมีการไปเปิดบริษัทเป็นชื่อใหม่และยังให้อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังไปรีวิวหลายคน หนึ่งในนั้นคือ ต้า เฟ็ดเฟ่ ซึ่งตนเองไม่ยืนยันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าของบริษัทหรือไม่ แต่ก็ถือว่าทำให้บุคคลดังกล่าวดูน่าเชื่อถือและอาจมีคนเข้าไปหลงเชื่อสร้างบ้านกับเจ้าของบริษัทได้

ทางด้าน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เตือนประชาชนที่กำลังสร้างบ้าน ให้ตรวจสอบผู้รับเหมาและทำสัญญาอย่างละเอียด โดยเฉพาะการจ่ายเงิน ควรแบ่งเป็นงวดตามความคืบหน้าของงาน และกำหนดปริมาณงานให้สัมพันธ์กับเงินที่จ่าย พร้อมตรวจสอบ BOQ ให้ชัดเจน

นอกจากนี้ ไม่ควรหลงเชื่อเพียงคำพูดหรือความสัมพันธ์กับบุคคลมีชื่อเสียง หากผู้รับเหมาขอเงินล่วงหน้าจำนวนมาก ควรตรวจสอบให้รอบคอบ เพราะอาจมีความเสี่ยงเกิดความเสียหายหรือถูกทิ้งงานได้