สลดกลางโรงเรียน! รปภ. ใช้มีดจ้วงแทงนักการภารโรงเสียชีวิต ต่อหน้าเด็กนักเรียน ก่อนขี่ จยย.หลบหนี ตำรวจเร่งล่าตัว
เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 8 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา รับแจ้งเหตุแทงกันภายในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมประสาน กำลังเจ้าหน้าที่มูลนิธิพุทไธสวรรย์ และ เจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ
ที่เกิดเหตุบริเวณศาลาหน้าป้อม รปภ. พบผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นชาย อายุ 65 ปี ทราบชื่อภายหลังคือ นายทวีป เป็นนักการภารโรงของโรงเรียน ถูกอาวุธมีดแทงเข้าบริเวณราวนมด้านซ้าย 1 แผล และบริเวณชายโครงด้านซ้ายอีก 1 แผล นอนหมดสติอยู่ในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ชีพโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยาเร่งปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ส่วนผู้ก่อเหตุเบื้องต้นทราบชื่อคือ นายเอนก ซึ่งทำหน้าที่เป็น รปภ.ของโรงเรียน โดยหลังก่อเหตุเจ้าหน้าที่ตได้หลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี
จากการสอบถามแม่ค้าซึ่งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามโรงเรียน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นนายทวีปเดินเข้ามาหานายเอนก จากนั้นทั้งสองมีปากเสียงกัน แต่ตนไม่ได้ยินว่าโต้เถียงกันเรื่องอะไร ก่อนที่ทั้งคู่จะชกต่อยกันและแยกย้ายกันไป
ต่อมานายทวีปได้เดินกลับเข้าไปภายในโรงเรียน กระทั่งไม่นานก็เดินย้อนกลับออกมาอีกครั้งบริเวณป้อมรปภ. ก่อนเกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทขึ้นบริเวณหน้าป้อมยาม จนนายเอนกใช้อาวุธมีดแทงนายทวีปจนล้มลงบริเวณศาลาหน้าโรงเรียน
ด้าน นางสุภาภร อายุ 59 ปี ( สวมหมวก) ผู้ปกครอง นักเรียน เปิดเผยว่า หลังทราบข่าวว่ามีเหตุแทงกันภายในโรงเรียน จึงรีบเดินทางที่เกิดเหตุ เพื่อมาขอรับหลานทั้งสองคนกลับก่อน เพราะเป็นห่วงหลาน 2 คน ซึ่งเรียนอยู่ในระดับอนุบาลและชั้น ป.1 โดยวันนี้ทางโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมกีฬาสี และมีการปล่อยให้นักเรียนออกมาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน จึงเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดและเป็นอันตรายกับเด็กนักเรียน เนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลที่อยู่ภายในโรงเรียน และยังหลบหนีอยู่ ส่วนตนเองก็พอจะรู้จักทั้งคู่และรู้ว่าทั้งคู่นั้นมักจะมีปากเสียงกันบ่อยๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุปลายถึงขั้นแทงกันจนมีผู้
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ตรวจสอบและเร่งติดตามตัวนายเอนก ผู้ก่อเหตุ เพื่อนำตัวมาสอบสวนถึงสาเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

















