กระทรวงมหาดไทย ลงดาบ! เพิกถอนการบรรจุคนโกงสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 3,868 ราย เรียกเงินเดือนและสิทธิประโยชน์คืนรัฐ พร้อมขึ้นแบล็กลิสต์ Blacklist "ห้ามรับราชการถาวร" และคืนสิทธิ์ให้คนสอบสุจริต-เรียกบรรจุแทน พ.ย.นี้
วันที่ 3 ก.ย. เวลา 09.30 น. ที่กรมการปกครอง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการดำเนินงานและการเพิกถอนการบรรจุผู้ที่มีการทุจริตและแก้ไขคะแนนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 โดยชี้แจงตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหาปมทุจริตและการยกเลิกสัญญาเดิม โดยนายวรศิษฎ์ ระบุถึงที่มาที่ไปของปัญหา ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ช่วงก่อนเกิดการทุจริต และช่วงหลังพบการทุจริตของกระบวนการ เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2567 ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างคัดเลือกสถาบันการศึกษา เพื่อจัดสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพาได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะในครั้งแรก แต่ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา มีกลุ่มภาคประชาชนจากจังหวัดศรีสะเกษเดินทางเข้ามาร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลและการเรียกรับผลประโยชน์ ทำให้กระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดประชุมร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้ง ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. เพื่อหาแนวทางป้องกัน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และทำ MOU ร่วมกับองค์กรตรวจสอบให้เข้ามาร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอน

ต่อมา คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้เสนอสาระสำคัญ 3 ข้อ คือ 1.เสนอให้ใช้ผลสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. ในการสอบคัดเลือก 2.เพิ่มมาตรการการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวดในการสอบ 3.กำหนดให้ภาคีเครือข่ายร่วมตรวจสอบกระบวนการสอบทุกขั้นตอน
เมื่อข้อเสนอแนะถูกส่งไปยังคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และมีการปรับเพิ่มมาตรการ ส่งผลให้กระบวนการและงบประมาณเปลี่ยนไป ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จึงได้หารือกับกรมบัญชีกลาง ซึ่งได้รับคำตอบว่าสามารถยกเลิกสัญญาเดิมได้ เนื่องจากไม่สามารถใช้สัญญาเดิมภายใต้เงื่อนไขที่เปลี่ยนไปได้
นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า การยกเลิกสัญญาเดิมไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือเกิดจากคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด เนื่องจากสิทธิ์และอำนาจการยกเลิกเป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและ กสถ. หากกระทรวงเพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนของประชาชนก็เท่ากับเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนการประกวดราคาครั้งใหม่ กระทรวงฯ ได้ใช้วิธีการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เปิดกว้างให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เข้ามายื่นข้อเสนอได้อย่างเป็นธรรม ทั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงมหาวิทยาลัยบูรพา ก็ไม่ได้ถูกห้ามเข้าร่วมประกวดราคา จึงไม่มีการกีดกันหรือล็อกสเปกอย่างแน่นอน
สำหรับการตรวจสอบและเพิกถอนรายชื่อผู้ที่แก้ไขคะแนนทุจริต นายวรศิษฎ์ ระบุว่า มีการดำเนินการเพิกถอนผู้เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งแล้วรวม 3,868 ราย แม้การเพิกถอนดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในหลายตำแหน่ง แต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมแก่ผู้สอบสุจริต
นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงมาตรการป้องปรามและขยายผลเพิ่มเติม โดยสั่งการผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เฝ้าระวังการจ้างเหมา พร้อมกำชับให้ผู้ว่าฯ ตรวจสอบ อปท. ในพื้นที่ ไม่ให้แอบนำกลุ่มผู้ถูกเพิกถอนรายชื่อ 3,868 ราย กลับเข้ามาทำงานด้วยวิธีจ้างเหมาบริการ แม้ อปท. จะมีอิสระในการบริหารงานบุคคล แต่หากผู้บริหารรายใดรู้ว่าบุคคลดังกล่าวทุจริตแล้วยังรับเข้าทำงาน ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ทั้งนี้ ยังได้ส่ง 5 หน่วยงานขยายผลคดีอาญาและขึ้นแบล็กลิสต์ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้จบเพียงแค่การถอนชื่อออกจากตำแหน่ง แต่ได้ประสานส่งเรื่องให้ 5 หน่วยงานสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินคดีอาญา ขยายผลไปยังตัวการและเส้นทางการเงิน และเมื่อคดีอาญาเสร็จสิ้น จะมีการนำรายชื่อทั้งหมดขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามรับราชการอย่างถาวร และเร่งเยียวยาผู้สอบผ่านสุจริต
สำหรับผู้สอบแข่งขันที่สอบผ่านด้วยความรู้ความสามารถของตนเองและได้รับการบรรจุแล้ว ซึ่งหลังจากการจัดลำดับใหม่ ทำให้ได้ลำดับที่ดีขึ้น กระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำลังเร่งพิจารณาแนวทางเยียวยาให้สิทธิ์เลือกสถานที่บรรจุใหม่ โดยไม่ให้กระทบสิทธิ์ของผู้อื่น

นายวรศิษฎ์ ยังระบุอีกว่า กระทรวงฯ ร่วมกับคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ดำเนินการถอดถอนบุคคลที่มีคะแนนผิดปกติจากการถูกแก้ไขคะแนนสอบเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วครบ 100% ตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา
จากการตรวจสอบพบกลุ่มบุคคลที่มีการแก้ไขคะแนนผิดปกติทั้งสิ้น 5,925 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่ได้รับการบรรจุรับราชการไปแล้วจำนวน 3,864 คน ซึ่งทาง อปท. ต้นสังกัดได้มีคำสั่งถอดถอนออกจากราชการทั้งหมดแล้ว ส่วนผู้ที่มีรายชื่อผิดปกติแต่ยังไม่ได้บรรจุ ได้มีการยกเลิกการเรียกรายงานตัวและรีเซ็ตบัญชีผู้สอบผ่านใหม่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ได้สรุปพยานหลักฐานและรวบรวมสำนวนทั้งหมดส่งมอบให้กับ 5 หน่วยงานตรวจสอบหลัก ได้แก่ 1.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2.สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) 3.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 4.กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) 5.กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
การส่งเรื่องดังกล่าวเพื่อดำเนินคดีอาญาและตรวจสอบเส้นทางการเงินกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนายหน้าขบวนการหลอกลวง ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มผู้เข้าสอบที่ร่วมกระทำผิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตและพยายามเชื่อมโยงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างล้มการประมูลเพื่อเปิดทางโกงนั้น นายวรศิษฎ์ ย้ำว่า กระบวนการคัดเลือกมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายของกรมบัญชีกลางอย่างถูกต้อง พร้อมยืนยันว่าหากผู้ใดมีหลักฐานเพิ่มเติมสามารถส่งตรงให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบได้ทันที เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ปรากฏแก่สังคมต่อไป
รวมถึงผู้รับจ้าง ทางกรมฯ ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีอาญาเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมทั้งประสานส่งรายชื่อกลุ่มผู้ที่ถูกแก้ไขคะแนนสอบไปยังหน่วยงานภาครัฐต่างๆ เพื่อให้ใช้วิจารณญาณเป็นพิเศษหากบุคคลเหล่านี้ไปสมัครหรือคัดเลือกเข้าบรรจุรับราชการในอนาคต
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วางแนวทางเรียกเงินคืน ทั้งเงินเดือน สิทธิประโยชน์ และเงินประจำตำแหน่งทั้งหมด จากผู้ที่ได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่คะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อนำส่งคืนคลังแผ่นดินต่อไป
ในส่วนของสัญญาการจัดสอบกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ซึ่งมีมูลค่าสัญญาแบ่งเป็น 4 งวดงาน และได้มีการเบิกจ่ายไปแล้ว 3 งวด ล่าสุดนายวรศิษฎ์ ระบุว่า ทางกรมฯ ได้ทำหนังสือหารือไปยังกรมบัญชีกลาง และมีคำสั่งให้ชะลอการจ่ายเงินงวดสุดท้ายที่เหลืออีกกว่า 30 ล้านบาทไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบและกระบวนการทางกฎหมายให้เสร็จสิ้นชัดเจน
ขณะเดียวกันกรมฯ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับกรมบัญชีกลางและสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อหาแนวทางความรับผิดชอบเกี่ยวกับเงิน 3 งวดแรกที่จ่ายไปแล้ว ว่าจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายหรือดำเนินการอย่างไรได้บ้าง
ทั้งนี้หากเกิดกรณีการฟ้องร้องกันขึ้นระหว่างหน่วยงาน กรมฯ ได้จัดตั้งทีมกฎหมายโดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นแบ็กอัปและสนับสนุนข้อกฎหมายให้กับ อปท. ทั่วประเทศ
กรมฯ ยังได้ออกหนังสือเวียนเน้นย้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ ให้ตรวจเข้มและสั่งชะลอการจ้างงาน บุคคลที่ถูกเพิกถอนรายชื่อเนื่องจากการแก้ไขคะแนนสอบ ห้าม อปท. นำกลับเข้ามาทำงานในรูปแบบพนักงานจ้างเหมาหรือสัญญาจ้างอื่นๆ โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง หากพบว่า อปท. ใดฝ่าฝืน กรมฯ จะร่วมมือกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบลึกทันที
สำหรับมาตรการเยียวยาผู้เข้าสอบที่สุจริตและสอบผ่านด้วยความสามารถของตนเอง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่บรรจุไปแล้ว แต่ถูกกลุ่มทุจริตสวมสิทธิ์แย่งอันดับ/พื้นที่ กรมฯ กำลังเสนอ ก.กลาง แก้ไขหลักเกณฑ์เพื่อเปิดทางให้สามารถโอนย้ายเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติงานไปยังจุดที่ต้องการได้เร็วขึ้น คาดว่าหลักเกณฑ์เยียวยานี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนตุลาคม / 2.กลุ่มที่รอเรียก ซึ่งหลังจากจัดเรียงอันดับใหม่และเคลียร์ตำแหน่งว่างจากการถอดถอนผู้ทุจริตเรียบร้อยแล้ว กรมฯ จะทำการเรียกตัวผู้สอบผ่านตัวจริงเข้ามาบรรจุแทนที่ทันทีในเดือนพฤศจิกายนนี้
นายวรศิษฎ์ ยืนยันว่า กระบวนการบริหารจัดการบัญชีและการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นรอบนี้ จะเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อคืนความเป็นธรรมและรักษาสิทธิ์ให้แก่ผู้บริสุทธิ์อย่างสูงสุด
“กระบวนการเพิกถอนรายชื่อผู้ทุจริตเพิ่งจะเสร็จสิ้นไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรอให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตัวเลขและอัปเดตข้อมูลเข้ามาเป็นรายวัน คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบยอดผู้ถูกถอดถอนทั้งหมดอย่างแน่นอน เพื่อนำไปสู่การดำเนินการเป็นรายกรณีต่อไป”
พร้อมกันนี้ ได้ปฏิเสธกระแสข่าวลืออย่างสิ้นเชิง กรณีที่มีการปล่อยข่าวว่ากรมฯ จะจัดสอบใหม่เพื่อนำคนเข้าไปแทนที่ผู้ที่ถูกถอดถอน โดยยืนยันว่า “ไม่มีการจัดสอบใหม่” อย่างแน่นอน และขอความกรุณาผู้ที่ปล่อยข่าวให้กรองข้อมูลก่อน เพราะทำให้สังคมเสียเวลา และกระทบกระเทือนจิตใจของผู้ที่สอบผ่านสุจริต ซึ่งกำลังรอเรียกใช้บัญชีเพื่อบรรจุรับราชการอยู่
ส่วนกรณีมีข่าวแฉขบวนการทุจริตสอบนายอำเภอ เรียกรับเงินหัวละ 3 ล้านบาทนั้น นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่ได้รับรายงานหรือมีข้อมูลพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวเข้ามา หากใครมีหลักฐานพร้อมรับ เพื่อนำไปดำเนินการทันที หรือหากไม่ไว้ใจฝ่ายการเมือง ก็สามารถนำหลักฐานส่งตรงไปยัง ป.ป.ช. ได้เลย เพราะ ป.ป.ช. ทำงานอย่างตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้เข้าสอบกว่า 1,000 คน เดินทางมาขอดูคะแนนสอบ ซึ่งทางกรมฯ ได้เปิดข้อมูลพยานหลักฐานให้ตรวจสอบทุกกรณี และไม่มีใครติดใจเพิ่มเติม ส่วนข้อหวั่นเกรงเรื่องความผิดพลาดของฐานข้อมูลคะแนน ยืนยันว่า ใช้ฐานข้อมูลของบริษัทคู่สัญญา มศว. และมีการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับตำรวจ โดยเวลาในการสแกนกระดาษคำตอบเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับการตรวจคำตอบมาก จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความผิดพลาด และสามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
สำหรับประเด็นการป้องกันไม่ให้ อปท. นำบุคคลที่ถูกถอดถอนรายชื่อกลับเข้ามาทำงานในรูปแบบพนักงานจ้างเหมา ทางกรมฯ เตรียมทำหนังสือส่งไปยังทุกจังหวัดเพื่อกำชับและซักซ้อมความเข้าใจให้เร็วที่สุด แม้ตามกฎหมายกรมฯ จะไม่มีอำนาจสั่งห้ามโดยตรงว่า อปท. จะจ้างหรือไม่จ้างใคร แต่หากพบว่ามี อปท. ใดฝ่าฝืนนำบุคคลในกลุ่มเฝ้าระวังนี้กลับเข้าทำงาน ทางกรมฯ จะนำกระบวนการตรวจสอบเข้าไปดำเนินการอย่างเข้มงวดทันที














