DSI ส่งสำนวนคดีแตงโมให้ ป.ป.ช. ลุยต่อ ลอตแรกมีข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวบิดเบือนคดี 40 ราย ยังมีกลุ่มเอกชน ซึ่งมีทนายความ และพยานเท็จ รวม 2 กลุ่ม ประมาณ 70 คน
วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายเกรียงศักดิ์ สุวรรณศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ DSI ได้เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมกับเอกสารสำนวนของคดีแตงโมจำนวนหลายแฟ้ม เพื่อมอบให้ ป.ป.ช.พิจารณา พร้อมเปิดเผยว่า ขณะนี้สำนวนคดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของ ป.ป.ช. แล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดหรือเนื้อหาในสำนวนได้ เนื่องจากมีกฎหมายกำหนดไว้ และการเปิดเผยอาจมีความผิดทางอาญา
ส่วนเอกสารและสำนวนที่นำส่งในวันนี้ มีจำนวนค่อนข้างมาก พอสมควร จากนี้จะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาตามขั้นตอน หาก ป.ป.ช. มีการเรียกให้เข้าไปให้ถ้อยคำ หรือขอเอกสารเพิ่มเติม ก็พร้อมดำเนินการให้ความร่วมมือ

ขณะที่ อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ก็ได้เดินทางมาพร้อมกับนายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ และ นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของแตงโม ในครั้งนี้ด้วย โดยอาจารย์ปานเทพ ระบุว่า ในคดีของแตงโมเริ่มต้นจากการที่นายอัจฉริยะและแม่ของแตงโมเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษไปยัง DSI หลังจากนั้นทาง DSI ก็ได้มีการตั้ง คณะกรรมการสืบสวนสอบสวน แสดงให้เห็นว่า DSI มีเจตนาในการรับเครื่องตั้งแต่แรก เมื่อตั้งคณะทำงานแล้ว ก็ต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวนทั้งหมด ว่าการร้องทุกข์เกี่ยวข้องกับใครบ้าง เมื่อเจอเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ก็จะต้องยื่น ป.ป.ช.ตาม ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และ ป.ป.ช. จะต้องชี้ว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ชัดเจนว่าไม่ใช่การยุติคดีตามที่มีคนพยายามปล่อยข่าวก่อนหน้านี้
ซึ่งเอกสารที่ DSI นำมาวันนี้มีทั้งหมด 54 แฟ้ม เอกสารนับหมื่นแผ่น ซึ่งมีเอกสารมากกว่าที่จะยุติคดี ซึ่งในขั้นตอนนี้อธิบดี DSI ก็เห็นชอบด้วยในการส่งต่อ มายัง ป.ป.ช. แสดงให้เห็นว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และพยายามบิดเบือนคดีความจริง จึงได้นำมาไต่สวนและพิจารณา หลังจากนี้ ป.ป.ช. มีเวลา 30 วัน โดยมี 2 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1. หาก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วไม่ร้ายแรงก็ส่งกลับมายัง DSI หรือ 2. ถ้าต้องการความร่วมมือในการสอบสวนเพิ่มเติม สามารถส่งเรื่องให้ DSI ทำการสอบเพิ่มเติมได้ และหากเห็นว่ามีมูล ก็จะต้องชี้มูลความผิด เสร็จแล้วต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย คือ สั่งฟ้องต่อไป

อาจารย์ปานเทพ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ยังต้องสู้กันอีกหลายยก สิ่งที่ทุกคนต่อสู้กันมาตลอด 4 ปีไม่สูญเปล่า จนสามารถนำมาสู่ขั้นตอนนี้ได้สำเร็จ บุคคลสำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือ นายอัจฉริยะและแม่ของแตงโม ที่สละตัวเองในเรื่องนี้ ให้พวกเราสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำมาสู่ขั้นตอนนี้ได้ และในขณะเดียวกัน DSI ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีจำนวนมาก กระทั่งเมื่อวานนี้ยังไม่กล้าเปิดตัวว่าเป็นใครในคณะกรรมการสืบสวนคดีแตงโม พูดแค่ว่าไม่มีข้อมูลอยู่จริงสั่งยุติคดีแล้ว แต่ในทางกฎหมายที่มาถึงขั้นตอนนี้ได้แสดงว่าคืบหน้าไปอีก 1 ขั้นแล้ว
ขณะที่ นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน(แม่ของแตงโม) เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า ตนรู้สึกว่าอะไรที่อึดอัดได้หลุดออกไปหมดแล้ว เชื่อว่าเราใกล้จะถึงจุดหมายที่ทุกคนต้องการและคดีนี้จะยุติเร็วๆนี้ แต่คงต้องรออีกหน่อยและเชื่อว่ามาถูกทางทั้งหมดแล้ว ซึ่งยอมรับว่าเคืองใจคนบนเรือทุกคน และไม่ได้คุยกันเลยเพราะเขาไม่ได้มาดูแลแม่เหมือนที่เคยพูดไว้ตอนกราบเท้า เขาหายกันไปเลยและไม่มีอะไรจะอีกฝากคนบนเรือ

ด้าน นายอัจฉริยะ เรื่องรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม 4 ปีที่ผ่านมาที่ต่อสู้คดีนี้มา โดนคดีถูกตำรวจฟ้องทั้งสิ้น 6 คดี ขณะนี้ทั้ง 6 คดีถูกยกฟ้องไปแล้ว 4 คดี สั่งไม่ฟ้อง 2 คดี อัยการส่งสำนวนคืนให้ตำรวจเพื่อเป็นการแจ้งความซ้ำ คดีที่หมอนัดประพัฒน์ไปฟ้องตนที่ศาลนนทบุรี ศาลยกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว คดีอัยการดาวอีกสองคดี อยู่ที่อัยการรัชดาคดีหนึ่ง และศาลนนท์อีกหนึ่งคดี มีนัดขึ้นศาลปีหน้า
"ต่อให้ใครก็ตามเอามาสู้กับตนเรื่องคดีแตงโม ไม่มีทางมาเอาชนะตนได้" โดยเฉพาะคดีตำรวจฟ้องมา เราได้ยื่นให้ศาลอุทธรณ์เป็นการฟ้องซ้ำ จึงเชื่อว่าคดีที่ 3 จะถึงที่สิ้นสุดอีกไม่นาน เพราะรายละเอียดสำคัญอยู่ในคดีนี้หมด มีตั้งแต่การเคลื่อนย้ายศพ พยานหลักฐานจะอยู่ในคดีที่ 3 ของศาลอาญา ที่จะเอาไว้ต่อกรกับอัยการที่มีการฟ้องมา

ประเด็นต่อมาคือในคดีนี้ ในช่วงที่มีการสืบสวนสอบสวน ชุดสืบสวนของคณะ 20/2568 ถูกกดดัน ทั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการยุคของนายทวี สอดส่อง ที่ปรึกษารัฐมนตรีก็มีการกดดันมาที่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน และล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ก่อนที่จะมีการขออนุมัติไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหน้าห้องของผู้บริหารระดับสูงทำการสแกนสำนวน 54 แฟ้มในวันนี้ พร้อมรายชื่อทั้งหมด ส่งไปให้ข้าราชการคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเขาได้อ่านสำนวนของตัวเอง 54 แฟ้ม วันนี้มีการกล่าวถึงเขาในข้อหาที่ร้ายแรง โทษประหารชีวิตเขาได้ออกมาดิ้นอย่างหนัก
เราแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มข้าราชการไม่ว่าจะเป็นหมอ ตำรวจ อัยการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ จำนวน 50 คน กลุ่มที่สอง คือกลุ่มเอกชน กลุ่มผู้สนับสนุน ตั้งแต่ผู้กระทำความผิดในคดีแรกรวมทั้งกลุ่มทนายความ รวมทั้งกลุ่มพยานเท็จ รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้นน่าจะอยู่ที่ได้ประมาณ 70 คน ที่จะมีการส่งมาที่ ป.ป.ช. ซึ่งสำนวนคดีนี้ถูกหน้าห้องของผู้บริหารระดับสูงสแกน เหมือนคดี iLaw “คดีฮั้วสว.” ส่งไปยังกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ในคดี จึงได้ออกมา บอกว่าคดีนี้ไม่มีอะไร แต่ยืนยันเราไม่ได้ดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม แต่นำคดีกับกลุ่มบุคคลที่บิดเบือนกระบวนการที่ทำเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตต่อหน้าที่ ตามมาตรา 157 และ 200 ซึ่งมีอัตราโทษประหารชีวิต
สิ่งที่เรารอคอยมา 4 ปี กว่าเราเสียสละเวลาทุ่มเททั้งทรัพย์สิน เงินทองของตนเอง โดนคดีจนโดนเรียกค่าเสียหายจากตำรวจทั้ง 3 คดีประมาณ 36 ล้านบาท ต้องชดใช้หากแพ้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ตนอยากเห็นประเทศไทยจะต้องไม่มีที่โดนกระทำแบบน้องแตงโมอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ตนพูดมาเสมอ คดีน้องแตงโมเป็นคดีที่สุดอัปยศของประเทศไทยในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงการสร้างหลักฐาน เอกสาร พยานอันเป็นเท็จ รวมทั้งมีการตัดต่อภาพเอาเรือที่ไม่ใช่ลำเกิดเหตุเอามาใช้ในสำนวน เอาสำนวนที่เป็นเท็จไปฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี
ดังนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ พยานหลักฐานที่เรามีการสู้กันในศาลอาญา 3 คดีที่ตนชนะหมด หลักฐานที่นำมาต่อสู้กับ 36 ตำรวจและจำเลย และหมอนิติเวชมาเบิกความที่ศาลแล้ว ซึ่งตอนแรกจะแถลงข่าวว่าบาดแผลน้องแตงโมเกิดจากของมีคม ไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือ ครั้งที่สองให้การกับพนักงานสอบสวน บาดแผลเกิดจากใบพัดเรือ ครั้งที่สามมาเบิกความที่ศาลอาญา กลับไม่ยืนยันว่าบาดแผลของน้องแตงโมเกิดจากใบพัดเรือ อ้างว่าพนักงานสอบสวนต้องไปทำการสืบสวนสอบสวนเอาเอง เป็นการพูดกลับไปกลับมาของหมอนิติเวช รวมทั้งหมออีกหลายท่าน
หลังจากที่หน้าห้องของผู้บริหารระดับสูงส่งข้อมูลไปให้ มีการอ้างรายชื่อในสำนวนคดี 20/2568 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษถูกอ้างว่าเป็นพยาน แม้กระทั่งผู้พิพากษาศาลอาญาที่ตัดสินก็ถูกอ้างว่าเป็นพยาน เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 8 นายก็ถูกอ้างไปอยู่ในศาลจังหวัดนนทบุรี
เราอดทนแล้วเรารอได้ ในกระบวนการที่บิดเบี้ยว เราเชื่อว่าน้องแตงโมไม่ได้รับความเป็นธรรมมาตลอด 4 ปี วันนี้มาถึงที่ ป.ป.ช. แล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช.
ทั้งนี้อยากรู้ว่าไอ้โม่งคนไหนสแกนเอกสาร 54 แฟ้ม ให้ข้าราชการบางคนร้อนรน ตนไม่เห็นตำรวจจะเดือดร้อนเลยไม่เห็นมีใครออกมาแหกปาก เราไม่สนใจเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ถึงแม้จะมีแคนดิเดตที่จะได้เป็นผอ.ตร.ในวาระนี้ ในการแต่งตั้งตำรวจครั้งนี้ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไร ตนไม่ได้ติดใจตำรวจ เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ เราทำหน้าที่ตรวจสอบตำรวจ ตำรวจจะชี้มูลความผิดหรือไม่ ก็เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.

ทั้งนี้คดีน้องแตงโมเมื่อคดีของน้องแตงโมได้รับความยุติธรรมส่งคดีมายัง ป.ป.ช. น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่กลับบอกว่าเป็นการบิดเบือน บอกว่ายุตติคดีเมื่อวันที่ห้าสิงหาคม แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่ามีการยุตติคดีแสดงว่าคุณจะต้องมีหน้าห้องของผู้บริหารระดับสูงส่งอะไรให้ใครบางคนหรือไม่ถึงได้รู้ใส่ในของสำนวน ขนาด iLaw ยังเอาเอกสารของดีเอสใส่ไปได้เลยนับประสาอะไรกับคดีแตงโมเอกสารจะไปอยู่ในฝั่งคู่ต่อสู้ แต่ต่อให้เอาเอกสารสำเนาคดีไปได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะความจริงก็คือความจริง ความจริงมันบิดเบือนไม่ได้ แผลของแตงโมที่ขาข้างขวามันเป็นปริศนา แม้กระทั่งอดีต ผบ.ตร. ยังตอบตัวเองไม่ได้ นิติเวชยังตอบตนไม่ได้ ไม่มีใครตอบตนได้แม้แต่คนเดียว ในศาลอาญา ตนอยากจะรู้ว่าอัยการคนหนึ่งที่มาฟ้องตน จะเอาอะไรมาชนะตน เพราะสำนวนที่มันเท็จ มันเห็นอะไรหมดแล้ว เห็นขี้เห็นไส้หมดแล้ว
ไม่มีมวยล้มต้มคนดู ทุกคนเขารู้ทั้งประเทศ เป็นคดีที่ทรยศ แต่คนมันเบื่อ เพราะเวลาคนรวยมันทำความผิด เอาติดคุกยาก ถ้าเป็นคนจนป่านนี้ติดคุกไปแล้ว ที่เราทำมาถึงสี่ปี พอเรารู้มันไม่ใช่คดีประมาท เรามีกล้องวงจรปิดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าแซนไม่ได้นั่งท้ายเรือ แต่แตงโมไม่ได้จับขาแซน แล้วแตงโมก็ไม่ได้อยู่บนเรือ
นายปานเทพ กล่าวว่า หลังจากนี้เรื่องที่มีเอกสารรั่ว ตนเชื่อว่าส่วนหนึ่ง ถ้า DSI จะทำเป็นมาตรฐานเดียวกันก็ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีความกับผู้ที่เอาข้อมูลของ DSI ไปเผยแพร่และใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะในขั้นตอนนี้ตามกฎหมาย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 61 ซึ่งเมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ส่ง ป.ป.ช. เพราะฉะนั้นไม่ใช่ประเด็นการยุติคดีความ และใครก็ตามที่ไปบิดเบือนก็ต้องขอทำความเข้าใจใหม่ว่า ป.ป.ช. ยังไม่ได้ชี้มูลเลยว่าไม่มีความผิดหรือยกเลิกคดีความ
นายปานเทพ ย้ำว่า การต่อสู้ 4 ปี ที่ผ่านมาเรายังไม่หยุดสู้ ยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อและประชาชนเขารอ ความยุติธรรม เขารอการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม รอการรื้อฟื้นเพื่อกู้ศักดิ์ศรีแตงโมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นดาราแต่ประพฤติไปปัสสาวะท้ายเรือ ไม่รู้กาลเทศะและตกท้ายเรือ ตอนนี้เป็นการนับหนึ่ง ที่ ป.ป.ช. พิสูจน์ให้เห็นว่าแตงโมไม่ได้ทำอย่างนั้นอย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมต้องถึงเวลาปฏิรูป ทำทำให้เกิดความโปร่งใส ทำให้เกิดความชัดเจน ความยุติธรรมจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อประชาชนศรัทธาว่าสิ่งนั้นมีความยุติธรรมจริง
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า ป.ป.ช. จะดองคดี นายปานเทพ บอกว่า ถ้าเขาเห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่ร้ายแรงเขาต้องส่งกลับ DSI ภายใน 30 วัน แต่ถ้ามันไม่ใช่กลายเป็นว่าส่งหนังสือ ให้ DSI สอบสวนเพิ่มเติม ก็แปลว่ามันมีมูล หรือทาง ป.ป.ช. เห็นว่ามีข้อมูลครบ แล้วก็เรียกสอบสวนอำนาจตรงนี้ไม่มาไม่ได้ เมื่อทำการสืบสวนสอบสวนทั้งหมดต้องชี้มูล และก็ต้องไปฝ่ายอัยการไปศาล ยืนยันว่าจะยังทำคดีอยู่เพราะการต่อสู้คดีความไม่ได้หยุดแค่ DSI
นายปายเทพ กล่าวย้ำ ท้ายที่สุดหากโดนดองคดีไว้ตนก็จะไม่หยุดอยู่กับที่ เพราะว่ามีผู้เสียหายอยู่ 2 คน คือคุณแม่และนายอัจฉริยะ ถ้าเขายังไม่ดำเนินคดีความ ก็ต้องไปตามเร่งให้เขาดำเนินคดีความ เพราะมันเกี่ยวข้องกับอายุความของฆาตกรด้วย เราก็ต้องเร่งให้เขาดำเนินการถ้าเขาไม่ทำเขาก็ต้องเข้าข่ายการถูกดำเนินคดีความเช่นเดียวกัน ในฐานะการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบส่วนถ้าเขายังบิดเบือนคดีความ ยืนยันมีแผนสำรองอยู่ตลอดเวลา ไม่หยุดแค่นี้ เรามีความหวังเมื่อมีความหวังก็แปลว่าเราก้าวหน้าขึ้นก็ต้องอยู่กับปัจจุบันและทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก่อน

















