ญาติคาใจ สามีพาภรรยาไปคลอดที่ รพ.ตามนัด สุขภาพแข็งแรง แต่ รพ.แจ้งเสียชีวิตทั้งแม่และลูกกลางดึก ด้าน รพ.ลี้ จ.ลำพูน แจงขั้นตอนปฏิบัติยิบ เบื้องต้น ระบุสาเหตุเกิดจาก "ภาวะน้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด" พบได้น้อยมาก อัตราประมาณ 1 ใน 80,000 ของการคลอดบุตรทั้งหมด ภาวะนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ล่วงหน้า
วันที่ 21 สิงหาคม 2569 ญาติพี่น้องครอบครัวต่างเฝ้ารอรับร่างของนางสาวจิรพร อายุ 32 ปี พร้อมกับลูกชาย หลังไปคลอดที่โรงพยาบาลลี้ จ.ลำพูน แล้วเสียชีวิตทั้งแม่และลูก โดยกรณีดังกล่าวสามี คือ นายชาคริต อายุ 31 ปี ได้พาภรรยา คือ นางสาวจิราพร อายุ 32 ปี ที่ตั้งครรภ์ 9 เดือน หรือ 40 สัปดาห์ ไปคลอดตามปกติที่แพทย์นัด ที่โรงพยาบาลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน นำส่งตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และเสียชีวิตหลังเที่ยงคืน ทำให้สามีและญาติต่างคาใจ ทั้งๆ ที่ไปคลอดตามปกติที่หมอนัด ร่างกายแข็งแรง แต่กลับเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก

สำหรับนางสาวจิรพร แต่งงานอยู่กินกับนายชาคริต มีบุตรชายแล้ว 1 คน อายุ 7 ขวบ ลูกในครรภ์ที่เสียชีวิตเป็นลูกคนที่ 2 เพศชาย โดยฝากครรภ์กับโรงพยาบาลี้ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำอำเภอ เมื่อครบกำหนดคลอดวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ช่วงเช้าสามีและญาติๆ จึงพากันไปส่งนางสาวจิรพรที่โรงพยาบาลตามปกติ เพื่อรอคลอดตามที่แพทย์กำหนดนัดวันคลอด โดยใช้สิทธิบัตรทอง หลังจากส่งเข้าห้องคลอดแล้ว สามีและญาติต่างก็เฝ้ารอ แต่ทางเจ้าหน้าที่บอกให้กลับไปรอที่บ้านก่อนเพราะบ้านอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล หลังจากนั้นหลังเที่ยงคืน จึงได้รับโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลลี้ ว่าให้รีบไปที่โรงพยาบาลเนื่องจากอาการของนางสาวจิราพรไม่สู้ดี เมื่อไปถึงก็ได้รับแจ้งว่า นางสาวจิรพรเสียชีวิตพร้อมกับลูกในครรภ์ ทำให้ญาติคาใจเป็นอย่างมาก เพราะตอนเข้าไปคลอดร่างกายแข็งแรงปกติดีทุกอย่าง

นายชาคริต สามี กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจมาก เสียใจสุดๆ ครอบครัวตนกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัว เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้พูดอะไรไม่ออก

ส่วนนายสุควร ข้าราชการหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งเป็นพี่ชายของนายชาคริต และสูญเสียน้องสะใภ้ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า พวกเราคาใจสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอย่างมาก ทำไมคนตั้งครรภ์ที่ร่างกายแข็งแรงปกติ พอไปคลอดตามที่หมอนัดกลับกลายเป็นเสียชีวิต สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ครอบครัวมาก ทางโรงพยาบาลได้ทำหนังสือชี้แจงมาแต่ยังไม่ชัดเจน ไม่ระบุสาเหตุของการเสียชีวิตที่ชัดเจน ตอนนี้ได้นำร่างไปชันสูตรที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แม้ว่าทางโรงพยาบาลจะให้นำร่างออกมาดำเนินการตามประเพณีได้ แต่พวกเรายังไม่นำร่างออกมาจนกว่าจะได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจนตามหลักทางการแพทย์เท่านั้น ส่วนเรื่องการเยียวยายังไม่มีการพูดถึงใดๆ ทั้งสิ้น

ขณะที่ โรงพยาบาลลี้ได้ออกหนังสือชี้แจงว่า โรงพยาบาลลี้ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน ขอชี้แจงกรณีเหตุการณ์มารดาเสียชีวิตตามที่ปรากฏเป็นข่าว ดังนี้
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 32 ปี เป็นครรภ์ที่ 2 ประวัติการฝากครรภ์ รพ.สต.บ้านห้วยต้ม และโรงพยาบาลลี้ รวมจำนวน 15 ครั้ง เป็นครรภ์ระดับความเสี่ยงต่ำ หมายถึง ณ เวลาประเมินยังไม่พบปัจจัยหรือภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ และสะสามารถดูแลตามระบบฝากครรภ์ปกติได้
วันที่ 12 สิงหาคม 2569 มาฝากครรภ์ตามนัด อายุครรภ์ 40 สัปดาห์ 1 วัน (ครบกำหนดคลอด) สูติแพทย์ประเมินให้นอนโรงพยาบาลเพื่อคลอดบุตร
เวลา 11.30 น. ประเมินอาการแรกรับที่ห้องคลอด มดลูกบีบรัดตัว 7 นาทีต่อครั้ง ไม่สม่ำเสมอ อัตราการเต้นของหัวใจเด็ก 142 ครั้งต่อนาที ตรวจภายใน พบปากมดลูกเปิด 1 เซนติเมตร เนื่องจากเริ่มมีปากมดลูกเปิด แต่มดลูกบีบรัดตัวไม่สม่ำเสมอ สูติแพทย์ประเมินไม่พบความเสี่ยงภาวะศีรษะทารกไม่สมดุลกับอุ้งเชิงกราน หรือ CPD Risk Score และสามารถคลอดธรรมชาติทางช่องคลอดได้เอง และพิจารณาให้ยาส่งเสริมการคลอด โดยมีการติดตามการเต้นของหัวใจทารกในครรภ์ การบีบรัดตัวของมดลูก และสัญญาณชีพของมารดา ตามมาตรฐานการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอด
เวลา 18.00 น. พบปากมดลูกเปิด 3 เซนติเมตร
เวลา 20:30 น. ปากมดลูกเปิด 6 เซนติเมตร
เวลา 21.30 น. ปากมดลกเปิด 9 เซนติเมตร
และเวลา 22.00 น. ปากมดลกเปิด 10 เซนติเมตร
ถุงน้ำคร่ำแตกตามธรรมชาติ น้ำคร่ำสีปกติ ตลอดเวลาสัญญาเย็น มารดาและอัตราการเต้นหัวใจทารกในครรภ์ปกติ เข้าสู่กระบวนการเบ่งคลอดทางช่องคลอด
ต่อมา หลังเบ่งคลอด 30 นาที พบว่า ไม่มีความก้าวหน้าของการคลอด และหัวใจทารกเริ่มเต้นช้าลง สูติแพทย์พิจารณาผ่าตัดคลอดฉุกเฉินทันที ระหว่างเตรียมผู้ป่วยไปห้องผ่าตัด ผู้ป่วยเริ่มมีอาการแน่นหน้าอก กระสับกระส่าย หายใจเหนื่อยแต่รู้สึกตัวดี ยังถามตอบรู้เรื่อง สัญญาณชีพ ระดับความดันโลหิต และระดับออกซิเจนในเลือดดดลง สูติแพทย์ประเมินว่าเป็นภาวะฉุกเฉินของมารดาในระยะคลอด พิจารณาให้ออกซิเจนและสารน้ำทางหลอดเลือดดำเพิ่มเติม โดยมารดาเข้าถึงห้องผ่าตัดภายในเวลา 30 นาที ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานภายใต้การดูแลของสูติแพทย์ และวิสัญญีเแพทย์
จากนั้น ระดับความรู้สึกตัวมารดาลดลง ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง จึงพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจทันที โดยวิสัญญีแพทย์ให้สารน้ำ จากนั้นระดับออกซิเจนในเลือดและระดับความดันโลหิตกลับมาปกติ เริ่มผ่าตัดคลอด เวลา 23.13 น. ทารกคลอดเวลา 23.16 น. ระหว่างผ่าตัด พบว่า มารดามีภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมแพทย์และพยาบาลดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง มีการให้ยาและสารน้ำเพื่อกระตุ้นสัญญาณชีพ และยังตรวจพบภาวะมดลูกไม่หดรัดตัว
ในด้านทารกแรกเกิดได้รับการประเมินจากกุมารแพทย์ พบว่า ทารกมีภาวะขาดออกซิเจนรุนแรง ไม่ร้องไม่หายใจ กล้ามเนื้ออ่อน ปากเปียก ตัวคล้ำ ฟังเสียงหัวใจทารกไม่ได้ ผลการประเมินคะแนนทารกแรกเกิดได้ศูนย์คะแนน(Apgar Score ooT-OT) ทีมแพทย์และพยาบาลดำเนินการช่วยพื้นคืนชีพทารกแรกเกิด (Neonatal Resusctaton) จนสุดความสามสามารถอย่างต่อเนื่อง แต่ทารกไม่ตอบสนอง จึงยุติการช่วยฟืนคืนชีพ เวลาประมาณ 04.19 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 25659
ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลลี้ ได้ประสานสูติแพทย์ อายุรแพทย์ ของโรงพยาบาลลำพูน และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เกี่ยวกับการดูแลรักษาและประสานส่งต่อผู้ป่วยระยะวิกฤตทางสูติกรรม ระหว่างการดูแลก่อนส่งต่อ มารดามีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้รับการฟื้นคืนชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ชีพจรและการไหลเวียนเลือดไม่สามารถกลับมาได้ จึงแจ้งญาติผู้ป่วย และยุติการช่วยฟื้นคืนชีพ มารดาเสียชีวิตเวลา 01.31 น. ของวันที่ 18 สิงหาคม 2569
หลังเกิดเหตุการณ์ ผู้เกี่ยวข้องได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อญาติผู้ป่วยทันที พร้อมทั้งรายงานต่อหัวหน้าหน้าหอผู้ป่วยผู้บริหารทางการพยาบาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตามลำดับ จากเหตุการณ์ดังกล่าวสูติแพทย์ กุมารแพทย์ พยาบาลหัวหน้าเวร และหัวหน้าหลผู้ป้าย ได้เข้าพบเพื่อที่แจงข้อเท็จจริง ทำความเข้าใจ และให้ข้อมูลเหตุการณ์แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน และได้ให้ผู้เกี่ยวข้องทบทวนสถานการณ์ และกระบวนการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่ รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยสาเหตุ แนวทางการพัฒนาระบบบริการ และการดูแลช่วยเหลือทั้งนี้
ทีมแพทย์จากนิติเวชและพยาธิแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ในเบื้องต้นให้ความเห็นสาเหตุการตายมารดาว่า เกิดจากภาวะน้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด (Amnioninic Fluid Embolism)
โรงพยาบาลลี้ และสำนักงานสาธาธารณสุขจังหวัดลำพูน ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งการคลอดโดยธรรมชาติ และการผ่าตัดคลอดบุตร ภาวะนี้พบได้น้อยมากในอัตราประมาณหนึ่งในแปดหมื่นของการคลอดบุตรทั้งหมด ภาวะนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันไม่สามารถคาดการณ์หรือป้องกันได้ล่วงหน้า และมีอัตราเสียชีวิตสูงแม้จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทีมแพทย์และพยาบาลได้ร่วมกันช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มศักยภาพและได้ร่วมกันทบทวนการดูแลรักษาอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบบริการของโรงพยาบาลต่อไป ขอแสดงความเสียใจอย่างสูงอีกครั้ง
โรงพยาบาลลี้
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน
20 สิงหาคม 2569


















