"วิทยา" สั่งชลประทานทั่วประเทศเปลี่ยนเกมบริหารน้ำจาก "รอแก้" เป็น "รู้ก่อน-วางแผนก่อน" รับมือฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย-เอลนีโญ คาดสิ้นฤดูฝนน้ำในเขื่อนแตะ 5.1 หมื่นล้าน ลุยวางแผนฤดูแล้ง พร้อมดันผู้อำนวยการโครงการลงลึกถึงแปลงเกษตร ย้ำเกษตรกรต้องเป็นศูนย์กลาง

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ประชุมผู้บริหารและผู้อำนวยการโครงการทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝน โดยทุกพื้นที่มีความพร้อมทั้งบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมรับสถานการณ์

ภาพรวมปีนี้ปริมาณฝนทั่วประเทศยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 7% ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนกรมชลประทาน 496 แห่ง อยู่ที่ประมาณ 44,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 60% และคาดว่าสิ้นสุดฤดูฝนวันที่ 1 พฤศจิกายน จะเพิ่มเป็นประมาณ 51,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70% ซึ่งยังเพียงพอรองรับการทำการเกษตรในพื้นที่ชลประทานฤดูแล้ง

ทั้งนี้ กรมชลประทานจะประเมินพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุน โดยเบื้องต้นพื้นที่ชลประทานสามารถรองรับการทำการเกษตรได้เกือบ 9 ล้านไร่ และจะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมอีกครั้ง

สำหรับแนวทางบริหารจัดการน้ำ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้กรมชลประทานทำงานเชิงรุก โดยต้องไม่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่ต้องรู้สถานการณ์ล่วงหน้าและวางแผนก่อนเกิดปัญหา

จึงมอบหมายให้สำนักงานชลประทานที่ 1–17 ทำหน้าที่เป็น “Front Office” ของกรมชลประทาน โดยผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานต้องเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ รู้ความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนรับมือ และแก้ไขสถานการณ์ให้ทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ยังปรับบทบาทผู้อำนวยการโครงการให้ใกล้ชิดเกษตรกรมากขึ้น ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เพียงบริหารจัดการน้ำ แต่ต้องรู้พื้นที่ ให้คำแนะนำเรื่องการเพาะปลูก และประสานหน่วยงานด้านการตลาด เพื่อช่วยเพิ่มรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

ทั้งนี้ สถานการณ์ด้านเอลนีโญ ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังคือฝนทิ้งช่วงถึงกลางปี 2570 จากนั้นคาดว่าสถานการณ์จะผ่อนคลายและมีฝนกลับมาเติมน้ำในเขื่อนอีกครั้ง

ส่วนพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ที่มีฝนน้อย กรมชลประทานจะใช้ศักยภาพจาก 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เพื่อสนับสนุนพื้นที่ที่มีฝนน้อยและลดผลกระทบต่อภาคการเกษตร

สำหรับความปลอดภัยของเขื่อน หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว กรมชลประทานมีระบบติดตามผลกระทบแบบเรียลไทม์ โดยปัจจุบันเขื่อนทุกแห่งยังมีความมั่นคงแข็งแรง

ส่วนพื้นที่หาดใหญ่ กรมชลประทานเร่งเดินหน้าโครงการคลอง ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยระดมเครื่องจักรขุดลอกตะกอนและทางน้ำ พร้อมยืนยันว่าก่อนเข้าสู่ฤดูฝนจะสามารถรองรับการระบายน้ำได้ประมาณ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

นายวิทยา กล่าวถึงพื้นที่ EEC ว่า การสร้างความมั่นคงด้านน้ำยังเป็นภารกิจสำคัญเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีแผนพัฒนาโครงข่ายผันน้ำและสำรองน้ำจากจังหวัดจันทบุรี รวมถึงโครงการอ่างเก็บน้ำคลองโตนดด้วย