"อ.ธงทอง-พศ." ยื่นหนังสือผู้ว่าฯขอนแก่น ขอคุ้มครองความปลอดภัยคณะสงฆ์ เร่งเปลี่ยนชื่อโฉนดวัดป่าอดุลยาราม ผู้ว่าฯรับปาก จะเร่งดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย

วันนี้ 17 สิงหาคม 2569 เวลา 09:00 น. ด้านของ ”ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ“ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ “นางอุดมพร เอกเอี่ยม” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้เดินทางยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ถวายความปลอดภัยคณะสงฆ์และเร่งรัดการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินวัดป่าอดุลยารามต่อ “นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี” ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น โดยรายละเอียดดังนี้

ด้านมาตรการดูแลความปลอดภัย ขอความอนุเคราะห์ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น สั่งการหน่วยงานความมั่นคงหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดกำลังดูแลความสงบเรียบร้อย ถวายความปลอดภัยแก่เจ้าอาวาส พระภิกษุ และสามเณร ภายในบริเวณวัดป่าอดุลยาราม เพื่อป้องกันเหตุร้ายหรือการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงกระทบต่อพระพุทธศาสนา

ข้อเท็จจริงทางกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยข้อพิพาทเดิม ระบุว่าเดิมโฉนดที่ดินเป็นชื่อ “นายเฮียง พิมพ์ศรี“ ต่อมามีการฟ้องร้องขับไล่และขอเพิกถอนนิติกรรม (ศาลจังหวัดขอนแก่น คดีหมายเลขดำที่ 734/2547 คดีหมายเลขแดงที่ 2460/2548) โดยศาลวินิจฉัยว่า ”นายเฮียง“ ได้อุทิศและส่งมอบที่ดินเพื่อสร้างวัดแล้ว ที่ดินจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามโดยชอบด้วยกฎหมายต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยืนตามศาลชั้นต้น และศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา (คดีถึงที่สุด) นอกจากนี้ ในคดีที่ ”นางบัวไข สรสุมทร“ ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินฯ และทางวัด (คดีหมายเลขดำที่ พ 1350/2563 และ 134/2568) ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์เช่นกัน

 

 

โดยการดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ทางวัดได้นำโฉนดที่ดินฉบับจริงไปแสดงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อคัดค้านการขอออกใบแทนโฉนด และขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมที่ดิน (มท 0515.2/13272) สรุปว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวตกเป็นที่วัดตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (มาตรา 33 (1) และมาตรา 40 (2)) เมื่อวัดมีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้ว สามารถขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นประเภท "โอนเป็นที่วัด" ได้โดยชอบ

โดยมีข้อเรียกร้อง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ลงนามโดย ”นางอุดมพร เอกเอี่ยม“ ผู้อำนวยการฯ จึงขอให้จังหวัดขอนแก่นเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจากนายเอียง พิมพ์ศรี เป็นชื่อ วัดป่าอดุลยาราม ให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยด่วน

หลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นรับหนังสือเสร็จสิ้น ได้มีการรับปากว่าในประเด็นนี้ทางจังหวัดให้ความสำคัญอยู่แล้ว หลังจากเป็นข่าวและมีการกระทบกระทั่งกัน ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบกำชับ รวมถึงให้ทางสาธารณสุขให้ดูแลสุขภาพของเจ้าอาวาสด้วย

ส่วนเรื่องการโอนโฉนดที่ดินเป็นชื่อวัดป่าอดุลยรามนั้น ทางจังหวัดจะเร่งดำเนินการตามขั้นตอน ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าทุกอย่างอยู่ภายใต้ข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด จึงอยากขอฝากพี่น้องประชาชนว่าอย่าพึ่งวิพากษ์วิจารณ์อะไรไปมากกว่านี้ เพราะหลังจากนี้กรมที่ดินจังหวัดขอนแก่นซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง จะดำเนินการตามขั้นตอน

ส่วนกรณีที่ว่าฝั่งทายาทจะมีการฟ้องร้องคัดค้านการเปลี่ยนชื่อโฉนดในระหว่างที่มีการตรวจสอบของจังหวัดได้หรือไม่นั้น ทั้งผู้ว่าฯบอกว่าทางทายาทสามารถฟ้องร้องหรือคัดค้านได้อยู่แล้ว ตามขั้นตอนของกฎหมาย ตนเองซึ่งถือเป็นคนกลาง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในลักษณะเอยังไปทางใดทางหนึ่งได้

 

 

 


“อ.ธงทอง” เข้าพบ “ผู้ว่าฯขอนแก่น” หารือคืบหน้าที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ย้ำเปลี่ยนชื่อโฉนดเดินตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมไม่หวั่นทายาทเตรียมเปิด “หลักฐานเด็ด” ชี้ทุกอย่างต้องพิสูจน์ด้วยเอกสารและพยานหลักฐาน


จากนั้น “ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ” ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เผยว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น หลังจากหลังจากที่ได้มีการเข้าพูดคุยกับทางเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามเมื่อวานนี้ ล่าสุดวันนี้ ได้เดินทางเข้าพบเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น ที่วัดหนองแวง พระอารามหลวง เพื่อกราบสักการะและหารือถึงแนวทางการดูแลวัดป่าอดุลยาราม หลังเกิดข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน

โดยเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นได้กำกับดูแลเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น พร้อมมอบหมายให้รองเจ้าคณะจังหวัดและเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจพระภิกษุภายในวัดอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นเช้าวันนี้ เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เพื่อขอบคุณฝ่ายปกครองและหน่วยงานสาธารณสุข ที่เข้ามาดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามเป็นอย่างดี พร้อมหารือ 2 ประเด็นสำคัญ คือ การดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่วัด และกระบวนการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินให้เป็นชื่อวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับการเปลี่ยนชื่อในโฉนด ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนปฏิบัติ ใน 2 ส่วนด้วยกัน โดยมีทั้งส่วนที่ต้องขออนุญาตผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอีกส่วนเป็นขั้นตอนของเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งจะต้องตรวจสอบเอกสารและดำเนินการด้วยความละเอียดรอบคอบ ซึ่งทางผู้ว่าราชการก็ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ล่าช้า โดยในเดือนหน้า ตนเองและ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็จะกลับมา ที่วัดหนองแวงอีกครั้ง ซึ่งจะถือโอกาสหารือและติดตามความคืบหน้าประเด็นวัดป่าอดุลยารามไปพร้อมกัน

ขณะที่กรณีฝั่งทายาทเจ้าของที่ดิน เตรียมเปิดเผย “หลักฐานเด็ด” โดยอ้างว่าอาจทำให้คดีพลิกนั้น ยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกกังวล หรือหนักใจ เนื่องจากการดำเนินการทั้งหมดต้องยึดความถูกต้องตามกฎหมาย เอกสารราชการ และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ

ส่วนกรณีจำเป็นต้องมีลายเซ็นหรือความยินยอมจากฝั่งทายาทหรือไม่นั้น ระบุว่า ต้องสอบถามรายละเอียดจากเจ้าพนักงานที่ดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

 

 


"สำนักพุทธฯ" ยัน เคียงข้างวัดป่าอดุลยาราม พร้อมช่วยด้านเอกสารและหลักฐาน ย้ำข่าวเรียกเงิน 1.5 ล้านไม่จริง ค่าธรรมเนียมตามกฎหมายเพียง 7,800 บาท เตือนระวังมิจฉาชีพแอบอ้างเปิดรับบริจาค


ด้าน “นางอุดมพร เอกเอี่ยม” ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาสำนักพุทธฯ อยู่เคียงข้างวัดป่าอดุลยารามมาโดยตลอด และพร้อมให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ ทั้งด้านเอกสาร หลักฐาน และข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่ช่วยกันดูแลวัด เพราะวัดจะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน

ส่วนกรณีกระแสข่าวเรื่องค่าใช้จ่ายจำนวน 1,500,000 บาท ที่เกี่ยวข้องกับวัดป่าอดุลยารามนั้น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง โดยตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย การคิดค่าธรรมเนียมในกรณีดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 0.01 ของราคาประเมิน ซึ่งคำนวณแล้วเป็นเงินเพียงประมาณ 7,800 กว่าบาท ไม่ใช่เงินหลักล้านตามที่มีการกล่าวอ้าง

พร้อมฝากเตือนประชาชนและสื่อมวลชน ให้ระมัดระวัง เนื่องจากอาจมีกลุ่มบุคคลหรือผู้ไม่หวังดีนำกระแสข่าวเรื่องเงินหลักล้านไปใช้แอบอ้าง เพื่อเปิดรับบริจาคหรือเรี่ยไรเงินโดยมิชอบ และอาจทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อได้

นอกจากนี้ เบื้องต้นได้พูดคุยกับเจ้าอาวาสเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยท่านฝากแจ้งไปยังพุทธศาสนิกชนว่า หากผู้ใดมีจิตศรัทธาต้องการร่วมทำบุญ สามารถบริจาคโดยตรงผ่านช่องทางของวัด ซึ่งได้จัดทำ QR Code อย่างเป็นทางการไว้แล้ว เพื่อความโปร่งใสและป้องกันการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ