เปิดใจ "ตำรวจ" ถูกพาดพิง ย้ำไม่ใช่ลูกพี่ "ไอ้ป๋อง" ลั่นเคยจับมาแล้ว 2 คดี รับเคยรับสายหลังพ้นคุก ยันไม่เคยช่วยคดี

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของ นายฑณา เกิดทอง หรือ “ไอ้ป๋อง” อายุ 43 ปี หนึ่งในผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมอำพรางศพ 5 ราย หลังมีกระแสกล่าวอ้างว่าไอ้ป๋องทำหน้าที่เป็นสายให้ตำรวจ รวมทั้งมีการพาดพิงอดีตตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ อักษรย่อ “ษ” ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับตำรวจ สภ.ห้วยใหญ่ นายหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวถึงในกระแสข่าว โดยเจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เคยเรียกใช้งานไอ้ป๋อง และไม่เคยมีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัว ตรงกันข้าม กลับเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เคยจับกุมไอ้ป๋องถึง 2 คดี นับตั้งแต่ย้ายมาประจำ สภ.ห้วยใหญ่ เมื่อปี 2556

คดีแรก กักขังหญิงสาวในบ้านพัก

ตำรวจนายดังกล่าวเล่าว่า ช่วงกลางปี 2561 ได้รับการประสานจาก สภ.เมืองพัทยา ให้เข้าช่วยเหลือหญิงสาวที่ถูกกักขังภายในบ้านพักย่านซอยเนินทราย ตำบลห้วยใหญ่

แม้การตรวจค้นครั้งแรกจะไม่พบผู้เสียหาย แต่ระหว่างถอนกำลังกลับ เจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงผิดปกติ จึงย้อนกลับเข้าตรวจค้นอีกครั้ง ก่อนพบหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ใต้เตียง มีผ้าขนหนูคลุมใบหน้า และมีร่องรอยถูกทำร้ายร่างกายจนใบหน้าบวม

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไอ้ป๋องดำเนินคดี แต่วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายไม่ประสงค์ดำเนินคดี โดยอ้างว่าเป็นคนรักกัน ทำให้ไอ้ป๋องได้รับการปล่อยตัว

คดีที่สอง พยายามฆ่าและอาวุธปืน

ต่อมาเดือนตุลาคม 2561 ไอ้ป๋องก่อเหตุพยายามฆ่าและใช้อาวุธปืน ก่อนหลบหนี ตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามตัว พร้อมประสานให้บิดาของผู้ต้องหาช่วยเกลี้ยกล่อมให้เข้ามอบตัว

อย่างไรก็ตาม วันที่ 13 ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.หนองปรือ สามารถจับกุมไอ้ป๋องได้ที่ห้องพักในพื้นที่ตำบลโป่ง หลังประชาชนแจ้งเหตุสร้างความเดือดร้อน และตรวจสอบพบหมายจับของศาลจังหวัดพัทยาในคดีพยายามฆ่าและความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน จึงประสาน สภ.ห้วยใหญ่ รับตัวกลับดำเนินคดี

ระหว่างสอบสวน เจ้าหน้าที่พยายามติดตามอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ โดยไอ้ป๋องอ้างว่านำปืนลูกโม่ขนาด .38 ไปทิ้งทะเลหลังวัดบ้านอำเภอ เจ้าหน้าที่นำกำลังพร้อมนักประดาน้ำและเครื่องตรวจค้นลงพื้นที่ แต่ไม่พบอาวุธปืนตามคำกล่าวอ้าง

ตำรวจเปิดเผยว่า ได้พยายามพูดคุยและเกลี้ยกล่อมให้ผู้ต้องหาเปิดเผยจุดซ่อนอาวุธ โดยหวังให้เกิดประโยชน์ต่อรูปคดี แต่สุดท้ายไอ้ป๋องยังคงปฏิเสธและไม่ยอมให้ข้อมูล ก่อนถูกดำเนินคดีและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำในช่วงปลายปี 2561

ป๋องพ้นโทษแล้วโทรหา

ตำรวจนายดังกล่าวเปิดเผยอีกว่า หลังผ่านไปประมาณ 8 ปี ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ไอ้ป๋องได้โทรศัพท์มาหา พร้อมแนะนำตัวว่า

“สวัสดีครับพี่ ผมป๋องเอง”

เมื่อสอบถามว่าได้เบอร์โทรศัพท์มาจากไหน ไอ้ป๋องตอบว่าเป็นเบอร์ที่ตำรวจเคยเขียนทิ้งไว้ให้บิดาเมื่อหลายปีก่อน

หลังจากวางสาย ตำรวจได้แจ้งชุดสืบสวนให้จัดทำประวัติไอ้ป๋องเป็น บุคคลเฝ้าระวัง ทันที เนื่องจากเห็นว่าเป็นบุคคลอันตราย และเกรงว่าจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ

แจงคลิปกอดเอว-โทรศัพท์หา

สำหรับกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องภาพการพบปะและการติดต่อทางโทรศัพท์กับไอ้ป๋องนั้น เจ้าตัวยืนยันว่า เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่

โดยครั้งหนึ่งไอ้ป๋องโทรศัพท์มาแจ้งว่าเห็นตำรวจอยู่บริเวณอู่ซ่อมรถจักรยานยนต์ ตนจึงโทรกลับเพื่อสอบถามว่าพบผู้ต้องหาตามหมายจับหรือไม่ และนัดให้มาพบที่ร้านอาหารใกล้เคียงเพื่อสอบถามข้อมูล เมื่อไอ้ป๋องมาถึงได้เดินเข้ามาสวมกอด ก่อนพูดคุยกันเพียงสั้น ๆ แล้วแยกย้าย

ส่วนการโทรศัพท์หาไอ้ป๋องอีกครั้ง เป็นช่วงที่ผู้ต้องหาตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลักพาตัวสองพี่น้องชาวรัสเซีย โดยเป็นการโทรตามคำสั่งของทีมสืบสวนเพื่อใช้ในการติดตามตัว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เนื่องจากโทรศัพท์ถูกปิดเครื่อง

ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

ตำรวจนายดังกล่าวยืนยันว่า ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว พร้อมย้ำว่าไม่เคยใช้ไอ้ป๋องเป็นสายข่าว ไม่เคยมีผลประโยชน์ร่วมกัน และยังเป็นหนึ่งในผู้จับกุม รวมทั้งเป็นพยานในคดีของไอ้ป๋องด้วย