สุดล้ำ! กรมวิชาการเกษตรหนุนวิจัย "โฟมกันกระแทกจากน้ำยางธรรมชาติ" ทางเลือกใหม่แทนโฟมสังเคราะห์

กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรไทยด้วยการวิจัย พัฒนา และต่อยอดนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารงานของ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการนำผลผลิตทางการเกษตรของไทยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ล่าสุดกรมวิชาการเกษตรได้สนับสนุนงานวิจัยพัฒนา “โฟมกันกระแทกจากน้ำยางธรรมชาติสำหรับการบรรจุผลิตผลเกษตร” ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผลไม้ช้ำจากการขนส่งที่เกษตรกรและผู้ส่งออกไทยต้องเผชิญมานาน

ปัจจุบันวัสดุกันกระแทกที่ใช้กันทั่วไปอย่างโฟม EPS หรือ PU แม้จะหาง่ายและใช้กันแพร่หลาย แต่ก็มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม เพราะย่อยสลายยากและใช้ได้เพียงครั้งเดียวก็ต้องทิ้ง กรมวิชาการเกษตรจึงสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยนำทรัพยากรยางพารา พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย มาแปรรูปเป็นวัสดุบรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่ยืดหยุ่น คืนตัวได้ดี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นางสาวศิริพร เต็งรัง นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าเกษตรกรมีการจำหน่ายผลิตผลเกษตรในช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องมีวัสดุกันกระแทกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยป้องกันและปกป้องผลิตผลเกษตรให้ถึงมือของผู้บริโภคโดยยังคงคุณภาพไว้ พร้อมระบุว่าวัสดุกันกระแทกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งมาจากพอลิเมอร์สังเคราะห์นั้น ฉีกขาดได้ง่าย รับแรงกระแทกได้น้อย และที่สำคัญคือย่อยสลายได้ยากขณะที่โฟมกันกระแทกจากน้ำยางที่พัฒนาขึ้น มีความยืดหยุ่น รับแรงกระแทก และคืนตัวได้ดี ที่สำคัญเป็นวัสดุจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทย

สำหรับกระบวนการผลิต ใช้เทคนิค Dunlop โดยนำน้ำยางข้นมาผสมกับสารก่อฟองและสารเคมีช่วยให้ยางคงรูป ก่อนเทลงแม่พิมพ์ ทิ้งให้เซตตัว แล้วนำไปอบจนยางสุก จากนั้นล้างสารเคมีตกค้างและผึ่งลมให้แห้ง จึงได้แผ่นโฟมยางที่พร้อมใช้งาน โดยทีมวิจัยยังออกแบบแม่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ทำให้ได้แม่พิมพ์ซิลิโคนที่แกะโฟมออกได้ง่าย ไม่ต้องตัดแต่งเพิ่มเติม และปรับขนาดให้ห่อหุ้มผลไม้ได้พอดีทั้งผลเล็กและผลใหญ่

ผลการทดสอบกับอะโวคาโดพันธุ์บูท 8 พบว่าโฟมยางธรรมชาติช่วยลดรอยช้ำได้ดีกว่าโฟมกันกระแทกทางการค้าเกือบเท่าตัว ทั้งในสถานการณ์จำลองการวางจำหน่ายและการขนส่ง โดยหลังการทดสอบ โฟมยางยังไม่ฉีกขาดและคืนรูปได้เต็มที่ ต่างจากโฟมการค้าที่หลายชิ้นฉีกขาดจนใช้ซ้ำไม่ได้

นางสาวศิริพร กล่าวเสริมว่า “เราจะเห็นได้ว่ายืดหยุ่นได้ดี สามารถรับแรงกระแทกได้ดี และที่สำคัญเราสามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง เมื่อเราเปรียบเทียบกับโฟมทางการค้าหลังจากที่ยืดไปแล้ว จะคืนตัวได้ยาก จะเสียทรง ที่สำคัญฉีกขาดได้ง่าย” ด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โฟมยางนี้สามารถย่อยสลายได้ในดิน ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกจากภาคขนส่ง แม้ราคาต่อชิ้นจะสูงกว่าโฟมสังเคราะห์ในปัจจุบัน แต่เมื่อคิดรวมกับประสิทธิภาพการปกป้องที่ดีกว่าและใช้ซ้ำได้หลายครั้ง ก็ถือว่าคุ้มค่ากว่าในระยะยาว โดยเฉพาะกับผลไม้ที่มีราคาสูง

นางสาวศิริพร กล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทของกรมวิชาการเกษตรว่า “กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนให้มีงานวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะงานการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวผลิตผลเกษตร ซึ่งสำคัญมากๆ ที่จะส่งผลผลิตจากแปลงเกษตรกรที่มีคุณภาพให้ถึงมือของผู้บริโภคอย่างคงไว้ซึ่งคุณภาพของผลผลิตตั้งแต่ต้นทาง”นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสียหายของผลผลิตเกษตรระหว่างขนส่ง แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้น้ำยางพาราไทย และสอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนที่กรมวิชาการเกษตรมุ่งส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์หรืองานวิจัยดังกล่าว สามารถติดต่อได้ที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร 029405468 หรือติดตามผ่าทางเพจ Facebook กวป. กรมวิชาการเกษตร pprdd - doa