พ่อ-แม่ทารกวัย 5 วัน น้ำตาร่วง หอบเถ้ากระดูกลูกเดินหน้าหาความเป็นธรรม ลั่นยังติดใจงานเลี้ยงใน ICU พบขณะสัมภาษณ์แม่ปวดท้อง มีเลือดออก มูลนิธิปวีณาฯ เร่งพาส่ง รพ.

ด้านพ่อและแม่ของเด็กวัย 5 วันที่เสียชีวิต ได้เปิดใจทั้งน้ำตากับทางผู้สื่อข่าวว่า วันนี้เดินทางมาพร้อมโหลใส่เท่ากระดูกของลูกชายวัย 5 วัน ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมาผู้เป็นแม่ได้นอนกอดทั้งทั้งคืนด้วยความคิดถึง 

 

ต่อมาเวลา 15.00 น. วันที่ 27 ก.ค ที่อาคารมาลีนนท์ทาวเวอร์ แม่ของทารกที่เสียชีวิตหลังคลอดเพียง 5 วัน เปิดใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า ลูกมีอาการแย่ลงตั้งแต่วันที่ 20 ที่ผ่านมา แต่ทางโรงพยาบาลไม่ได้โทรศัพท์แจ้งแม่ตั้งแต่วันดังกล่าว และเพิ่งโทรแจ้งในวันที่ 21 เวลาประมาณ  09.00 น. เมื่อแม่เดินทางไปถึงโรงพยาบาล สิ่งที่เห็นคือพยาบาลนั่งรวมกันอยู่ประมาณ 6 คน แต่ไม่มีใครเข้าไปดูแลหรือเปิดประตูให้แม่เข้าไปดูลูก จนแม่ต้องร้องขอ จึงยอมเปิดประตูให้เข้าไปดู

 

ด้าน แม่ของเด็ก ระบุว่า หากวันนั้นมีการสนใจลูกของแม่มากกว่านี้ ลูกอาจยังมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะก่อนหน้านั้นลูกยังสามารถรักษาต่อได้ แต่กลับต้องเสียชีวิตในอีกวัน ทำให้แม่ยังคงติดใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ และใน ส่วนกรณีภาพจากกล้องวงจรปิด แม่ระบุว่า ต้องการให้มีการตรวจสอบภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะภาพที่พยาบาลเปิดประตูนำไม้และดอกไม้ออกมา ก่อนจะกลับเข้าไปด้านใน เพื่อยืนยันว่ามีบุคคลประมาณ 6 คนเข้าไปอยู่ภายในและรับประทานอาหารจริง แม่ของเด็กยืนยันว่าพ่อและแม่ไม่ได้ต้องการใส่ร้ายหรือกล่าวหาใคร แต่อยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะสิ่งที่ครอบครัวพูดเป็นเรื่องจริง

 

ต่อมา แม่ของเด็ก ระบุว่า อยากให้มีการตรวจสอบให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพเป็นคนเดียวกับที่เข้าไปรับช่อดอกไม้และร่วมกิจกรรมจริง โดยไม่ได้ต้องการใส่ร้ายใคร เพียงแต่อยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาไม่อยากให้เด็กคนอื่นต้องมาเจอสภาพแบบเดียวกับที่ครอบครัวของตนต้องเจอ จึงอยากให้ผู้ใหญ่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาตรวจสอบ และช่วยกันทำให้ระบบดีขึ้น เพื่อไม่ให้มีการกระทำในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

 

สำหรับข้อมูลที่มีการแจ้งเข้ามาว่า โรงพยาบาลแห่งนี้อาจเคยมีการจัดเลี้ยงมาก่อนหน้านี้ แม่ของเด็ก ระบุว่า หากมีโอกาสได้พูดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็อยากให้ตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้นและใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าแม่ไม่ได้ต้องการใส่ร้ายใคร และไม่ได้พูดเรื่องที่ไม่เป็นความจริง

 

ด้านแม่ของเด็กยังเผยอีกว่า ย้อนกลับไปก่อนคลอด  ระหว่างตั้งครรภ์ได้ไปตรวจครรภ์และอัลตราซาวด์ตามปกติ โดยไม่ได้พบความผิดปกติที่แพทย์แจ้ง มีเพียงเรื่องการควบคุมเบาหวาน รวมถึงการปรับยาและพยายามยับยั้งการคลอด เนื่องจากแพทย์ไม่ต้องการให้ลูกคลอดก่อนกำหนด ในวันที่มีอาการเจ็บท้อง ทางโรงพยาบาลให้อยู่เพื่อรอดูอาการ โดยตอนแรกไม่ได้แจ้งว่าจะต้องคลอด แต่ต่อมาน้ำคร่ำแตกจึงจำเป็นต้องคลอด และแพทย์ได้แจ้งล่วงหน้าว่า น้องอาจไม่แข็งแรงและอาจต้องเข้ารับการรักษาในห้อง ICU

 

กระทั่ง วันที่ 20 ก.ค. เวลาประมาณ 11.00 น. แม่เดินทางไปโรงพยาบาลเพื่ออัปเดตอาการลูก โดยแพทย์และพยาบาลแจ้งว่า น้องมีอาการดีขึ้น สามารถปรับยาและลดการช่วยหายใจลงได้ ทำให้แม่รู้สึกดีใจ และพูดคุยกับพ่อของน้องว่า น้องอาจได้ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัวต่อและมีโอกาสหายดี โดยทั้งคู่ยังพูดกันว่าจะได้เลี้ยงน้องแล้ว

 

หลังจากนั้นพยาบาลแจ้งว่า ของใช้ของน้องหมด และให้แม่ไปซื้อของมาให้ แม่จึงบอกพ่อของน้องให้ไปซื้อของ เพราะเกรงว่าจะไม่ทันเวลาเยี่ยมช่วงบ่าย 2 โมง ก่อนแม่จะกลับมาถึงโรงพยาบาลประมาณ 13.30 น. และนำของไปให้ที่ห้องพยาบาล แต่เมื่อแม่เดินเข้าไปในโรงพยาบาล แม่ระบุว่าได้กลิ่นอาหาร และเมื่อเดินเข้าไปใกล้เตียงของลูก กลับเห็นภาพว่ามีบุคลากรกำลังถ่ายเซลฟี่และรับดอกไม้ พร้อมกับมีโต๊ะอาหารกำลังรับประทานกันอยู่ติดกับเตียงลูก โดยมีเพียงม่านพลาสติกใสกั้นตรงกลาง

 

 หลังจากนั้นพยาบาลแจ้งว่า เสร็จแล้วสามารถออกไปได้ และวันนั้นไม่สะดวกให้เยี่ยม เนื่องจากต้องใช้พื้นที่ในการจัดงานเลี้ยง แม่จึงออกไปยืนรออยู่บริเวณประตูทางเข้าห้อง ICU ก่อนออกจากห้อง ICU แม่เห็นมีคนเดินเข้าออกบริเวณโต๊ะอาหาร โดยไม่ได้ใส่รองเท้าหรือเปลี่ยนรองเท้า และเดินไปยืนบริเวณตู้อบของลูก แต่ไม่มีใครเข้ามาห้ามหรือพูดอะไร ทำให้แม่รู้สึกไม่สบายใจ จึงพูดคุยกับพ่อของน้อง และตัดสินใจออกไปรอด้านนอก พร้อมรอดูว่างานเลี้ยงจะเลิกในเวลาใด

 

ต่อมาเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันนั้น แม่ถูกเรียกเข้าไปพูดคุย ชี้แจงว่า วันดังกล่าวมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับพยาบาลคนใหม่และเลี้ยงส่งพยาบาลคนเก่า รวมถึงต้อนรับหมอคนใหม่และเลี้ยงส่งหมอคนเก่า จึงไม่สะดวกให้เข้าเยี่ยม แม่จึงถามว่า การจัดงานลักษณะนี้จะทำให้น้องเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มหรือไม่ โดยแม่ระบุว่า แพทย์และพยาบาลตอบพร้อมกันว่า “หากน้องจะติดเชื้อเพิ่มก็อาจติดเชื้อจากเครื่องมือแพทย์หรือเครื่องช่วยหายใจที่น้องใช้อยู่ เนื่องจากน้องอยู่ในตู้อบและมีม่านกั้น จึงไม่น่าจะติดเชื้อจากเหตุการณ์ดังกล่าว” 

 

แม่ของเด็ก กล่าวอีกว่า ตอนนั้นรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะลูกอยู่ในการดูแลของโรงพยาบาล และกลัวว่าหากพูดหรือทำอะไรอาจส่งผลกระทบต่อการรักษาของลูก จึงทำได้เพียงพูดคุยกับพ่อของน้อง และบอกว่าจะกลับมาดูลูกอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น โดยไม่คิดว่าวันรุ่งขึ้นลูกจะมีอาการแย่ลงและเสียชีวิต

 

หลังจากน้องเสียชีวิต แม่เล่าว่า วันที่ 21 ก.ค. เวลาประมาณ 13.20 น. ทางโรงพยาบาลพยายามโทรศัพท์หาพ่อของน้องก่อน แต่พ่อไม่ได้รับสาย จากนั้นจึงโทรศัพท์หาแม่ และสอบถามว่า ได้ทำพิธีเผาศพลูกหรือยัง และหากดำเนินการเสร็จแล้ว ให้นำใบมรณบัตรไปแจ้งเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิบัตรทอง 30 บาทในการรักษาของแม่  ซึ่งแม่ไม่ได้โต้เถียงหรือกล่าวอะไรกับเจ้าหน้าที่ เพียงบอกว่าจะรอพ่อของน้องก่อน แล้วให้พ่อเป็นผู้โทรกลับ จากนั้นแม่จึงนำเรื่องไปพูดคุยกับพ่อของน้อง และพ่อบอกว่าให้เก็บศพลูกไว้ก่อน

 

จนกระทั่ง ต่อมาประมาณ 18.00 น. พ่อและแม่ได้ติดต่อขอความช่วยเหลือผ่านเพจของมูลนิธิปวีณาฯ เพื่อขอให้ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับร่างของน้อง เพราะแม่ยังติดใจสาเหตุการเสียชีวิตของลูก รวมถึงติดใจในเรื่องของการเลี้ยงอาหารใน ICU 

 

ทั้งนี้ แม่เผยทั้งน้ำตาว่า สิ่งที่ทำทั้งหมดเกิดจากความรักของคนเป็นแม่ ไม่อยากให้ลูกเสียชีวิต ไม่อยากสูญเสียลูก และไม่อยากต้องเห็นลูกจากไป จึงต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏและไม่ให้เด็กคนอื่นต้องมาเจอสถานการณ์แบบเดียวกันกับลูกของตนอีก

 

โดยภายหลังการให้สัมภาษณ์ ทางมูลนิธิปวีณาหงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ได้พาแม่ของทารกวัย 5 วัน รีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เพื่อเข้ารับการรักษาหลังพบว่ามีอาการปวดท้องและมีเลือดไหลออกมา ซึ่งต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อ