"ธนกฤต" พาครูทราย ยื่นร้อง สบส.-แพทยสภา สอบมาตรฐาน รพ.ซานคามิลโล-หมอ-พยาบาล ด้านเลขาธิการแพทยสภา เผยการลงโทษแพทย์เจ้าของไข้ เป็นได้ทั้งตักเตือน พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาต ขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบ

วันที่ 22 ก.ค. 2569 นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พาครูทราย หรือ น.ส.เบญญาภรณ์ พานเพชร ซึ่งสูญเสียสามี วัย 31 ปี หลังเข้ารักษาอาการแน่นหน้าอก แต่ รพ.วินิจฉัยผิดพลาด ทำให้สามีเสียชีวิตฉับพลันจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยได้เดินทางไปยื่นเรื่องที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้ตรวจสอบ รพ.ซานคามิลโล จ.ราชบุรี เพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานการรักษาของ รพ. และแพทย์หรือไม่

นายธนกฤต เปิดเผยว่า การสืบสวนสอบสวนการสียชีวิตของสามีครูทราย จะต้องมีการยื่นคำร้องให้ สบส. ลงพื้นที่ตรวจซ้ำอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมาเป็นการตรวจตามสิ่งที่เกิดขึ้น ยังไม่มีการร้องเรียน และจะต้องนำเรื่องทั้งหมดที่ครูทรายได้ยื่นคำร้องส่งแพทยสภา ในกรณีที่พบว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ที่มีส่วนในการเสียชีวิตกับสามีของครูทราย และประเด็นนักการพยาบาลที่ทำหน้าที่วินิจฉัยหากไม่สามารถดูแลวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน ซึ่งจะต้องไปยื่นที่สภาการพยาบาล

นอกจากนี้ ยังได้ให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพพิจารณาการพูดคุยเยียวยา ซึ่งวันนี้ครูทรายได้มอบหน้าที่ให้ตนเป็นตัวกลางในการประสานงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการทุกฝ่าย ซึ่งนี่เป็นเพียงค่าสินไหมทดแทน แต่ในส่วนคดีแพ่งและคดีอาญายังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งในเรื่องนี้เชื่อว่าจะมีความคืบหน้าภายในสัปดาห์หน้าแน่นอน

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า ขอแสดงความเสียใจกับครูทราย สบส.จะดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เนื่องจากมีความละเอียดอ่อน สบส.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบไปแล้วรอบหนึ่งแต่จะตรวจสอบอีกรอบ หลังจากนั้นจะดูมาตรฐานการรักษาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล แพทย์ ว่ามีความถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ หากไม่ เป็นไปตามนั้น ก็จะดำเนินการส่งสภาวิชาชีพต่อไป สบส. จะเป็นตัวกลางเชิญทางฝั่งโรงพยาบาลและผู้เสียหายมาพูดคุยกันเพื่อให้ก่อให้ตกลงกันโดยเร็วที่สุด

ส่วนการลงพื้นที่ในครั้งที่ผ่านมา ได้ไปตรวจสอบเวชระเบียน การให้บริการ OPD Card ว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนมาตรฐานทางการแพทย์ต้องให้แพทยสภาไปตรวจสอบว่าถูกต้องตามวิชาชีพหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ได้มีการประสานกันเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ส่วนแพทย์คนดังกล่าวได้ให้เจ้าที่โรงพยาบาลประสานอยู่ในระหว่างการประสานและติดต่อเพื่อให้ถ้อยคำที่ สบส. ซึ่งจะรีบดำเนินการเพื่อให้ครูทรายเกิดความสบายใจโดยเร็วที่สุด คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้า

ด้านครูทรายระบุว่า รู้สึกสบายใจขึ้น ขอบคุณทุกคนที่ให้การช่วยเหลือ สถานพยาบาลน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรที่จริงหรือไม่จริง เชื่อว่าสามีเชื่อใจว่าตนจะทำเพื่อสามีและลูก วันนี้เป็นวันสวดวันสุดท้าย ตนก็จะกลับไปบอกสามีว่าคนช่วยเขาเต็มไปหมด และอยากจะบอกเขาว่า ไม่ต้องห่วง ตนจะดูแลขวัญใจ (ลูกสาว) เอง

ต่อมา นายธนกฤต ได้พาครูทรายเดินทางไปที่แพทยสภาและสภาการพยาบาล เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนให้ดำเนินการตรวจสอบแพทย์ผู้รักษาและพยาบาลด้วยเช่นกัน

ด้าน พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยหลังจากรับหนังสือจากครูทรายว่า วันนี้ทางแพทยสภาได้รับเรื่องแล้ว วันนี้ที่ครูทรายเดินทางมาด้วยตนเองก็จะทำให้ข้อมูลชัดเจน และเข้าสู่กระบวนการได้เร็วขึ้น หลังจากนี้ขั้นตอนของทางแพทยสภาจะมีขั้นตอนของจริยธรรมและสอบสวน ซึ่งได้ทำเรื่องขอข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สาธารณสุขจังหวัดราชบุรี และทั้งโรงพยาบาลซานคามิลโล เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการสอบสวนเรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากการสอบสวนทั้งหมดเสร็จสิ้นจะต้องส่งข้อมูลไปที่ราชวิทยาลัย เพื่อให้อาจารย์องค์คณะของราชวิทยาลัยตรวจสอบว่า แพทย์พาร์ตไทม์คนดังกล่าวทำผิดพลาดในจุดไหน จึงจะพิจารณาถึงการปรับปรุงและการลงโทษต่อไป

“รับรองถึงความเป็นธรรมและเที่ยงธรรมได้ เพราะทุกคนจะตั้งใจดูแล โดยเฉพาะกรรมการจริยธรรมทุกท่าน ต้องไม่มีประโยชน์ทับซ้อนกับคุณหมอฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเราพิจารณาผู้ป่วยเป็นสำคัญ“ เลขาธิการแพทยสภา กล่าว

ซึ่งขณะนี้ ทางแพทยสภาได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาลซานคามิลโล เพื่อประสานไปยังแพทย์พาร์ตไทม์คนดังกล่าวแล้ว ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถระบุเวลาชี้ชัดได้ว่า การสอบสวนจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่ยืนยันว่าไม่ช้า ขึ้นอยู่กับแพทย์รายดังกล่าวว่าจะตอบรับเข้าสู่การสอบสวนช้าหรือเร็วอย่างไร และขึ้นอยู่กับคณะกรรมการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเลขาธิการแพทยสภาว่า เรื่องการใช้วาจาที่ไม่เหมาะสมที่พูดกับทางครอบครัวและญาตินั้น เข้าข่ายความผิดจริยธรรมของแพทย์หรือไม่ เลขาธิการแพทยสภา เผยว่า ในส่วนนี้ยังไม่สามารตอบได้ เนื่องจากต้องดูพยานหลักฐานและสอบข้อเท็จจริงก่อน โดยหลักฐานลำดับแรกนั้นคือครูทราย เพราะอยู่ในเหตุการณ์ ส่วนทางโรงพยาบาลจะนำหลักฐานเทปหรือวิดีโอเป็นหลักฐานมานำเสนอต่อแพทยสภาด้วยเช่นกัน เพื่อให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

กรณีที่มีประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านโป่ง ออกมาเปิดเผยข้อมูลของการใช้วาจาหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับทางผู้ใช้บริการของโรงพยาบาลดังกล่าวนั้น เลขาธิการแพทยสภา เผยว่า ทางแพทยสภามีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนในเว็บไซต์ของแพทยสภาอยู่แล้ว หากมีเรื่องร้องเรียนหรือความไม่พึงพอใจในส่วนของแพทย์ก็สามารถร้องเรียนเข้ามาได้ ส่วนหากเป็นสถานพยาบาลสามารถร้องเรียนมาได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งสามารถร้องเรียนได้ทั้งสองช่องทาง

ส่วนการลงโทษแพทย์พาร์ตไทม์รายดังกล่าวนั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและนิสัย ซึ่งต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและต้องดูว่าจะลงโทษในระดับไหน ซึ่งมีทั้งการตักเตือน ไปจนถึงการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต ซึ่งเป็นไปได้ทั้งหมด