กรมวิชาการเกษตร เร่งศึกษาวิจัยไขปริศนา "เหาหนังสือ" แมลงศัตรูผลิตผลเกษตรในโรงเก็บที่แม้จะพบในไทยมานานกว่า 30 ปี แต่ไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจังมาก่อน จนล่าสุดทีมนักวิจัยสามารถจำแนกชนิด ชีววิทยา และวิธีป้องกันกำจัดที่ได้ผลจริง
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า ได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านการจัดการแมลงศัตรูผลิตผลเกษตรในโรงเก็บ ที่ดำเนินงานตามนโยบายด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้ผลักดันให้หน่วยงานในสังกัดเร่งศึกษาแมลงศัตรูที่ยังขาดองค์ความรู้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการเก็บรักษาผลผลิตเกษตรไทยให้ปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทั้งในและต่างประเทศ

กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิจัย “เหาหนังสือ” หรือ โซซิดส์ (Psocids) ที่เป็นแมลงศัตรูผลิตผลเกษตรขนาดเล็กมากที่เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีรายงานว่าเหาหนังสือดื้อต่อสารรมและสารเคมี อีกทั้งยังระบาดเป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก โดยงานวิจัยนี้จะช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการโรงเก็บมีความรู้พื้นฐานในการจัดการแมลงศัตรูในโรงเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการเก็บรักษาผลผลิตเกษตรไทยให้ปลอดภัยจากภัยเงียบอย่างเหาหนังสือ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ผลผลิตเกษตรไทยทั้งตลาดในและต่างประเทศ

ด้านนางสาวศรุตา สิทธิไชยากุล นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บตัวอย่างเหาหนังสือจากโรงเก็บธัญพืชและโรงสีข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง เช่น ขอนแก่น มุกดาหาร ยโสธร พิจิตร และสระบุรี ก่อนนำมาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อจำแนกชนิดและศึกษาชีววิทยาอย่างละเอียด โดยใช้กล้องจุลทรรศน์สเตอริโอไมโครสโคป และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (SEM) กำลังขยายสูง จนสามารถจำแนกเหาหนังสือที่พบในโรงเก็บผลผลิตเกษตรไทยออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่ Liposcelis bostrychophila, Liposcelis entomophila และ Lepinotus reticulates โดยแต่ละชนิดมีจุดสังเกตต่างกัน ทั้งรูปแบบตารวม หรือ ตาประกอบ (Compound eye) ที่ประกอบด้วย เลนส์ตาแมลง (Ommatidia) ที่เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ประกอบกันเป็นตาแมลง และในแต่ละชนิดจะมีจำนวนเลนส์ตาแมลงไม่เท่ากัน จำนวนเส้นขนบริเวณอกปล้องแรก (Prothorax) รวมทั้งเส้นขนบนลำตัวแมลงที่สามารถมองเห็นความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน


นางสาวศรุตา อธิบายว่า ชนิดที่ 1 Liposcelis bostrychophila ไม่มีปีก มีแถบสีปล้องท้องสม่ำเสมอ ชนิดที่ 2 Liposcelis entomophila ไม่มีปีก มีแถบปล้องท้องสีชัดเจนขึ้น และชนิดที่ 3 Lepinotus reticulatus มีตารวมขนาดใหญ่ มีปีกสั้น และปีกมีลักษณะเป็นตาข่ายชัดเจน ส่วนวงจรชีวิตของเหาหนังสือมี 3 ระยะ คือ ไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ในระยะตัวเต็มวัยจะสามารถวางไข่ได้โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ ทำให้แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วหากไม่มีการควบคุม


ความท้าทายสำคัญของงานวิจัยนี้คือเหาหนังสือบางชนิดมีความต้านทานต่อสารรมฟอสฟีนสูง โดยกรมวิชาการเกษตรเคยแนะนำการใช้สารรมฟอสฟีนในอัตรา 2 เม็ดต่อลูกบาศก์เมตร แต่ไม่สามารถกำจัดเหาหนังสือได้ครบทุกระยะการเจริญเติบโต ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้ทดสอบเพิ่มอัตราการใช้และระยะเวลาการรมสารรมฟอสฟีนที่เหมาะสม พบว่า การใช้สารรมฟอสฟีนในอัตรา 3 เม็ดต่อลูกบาศก์เมตร และใช้ระยะเวลารมอย่างน้อย 10 วัน สามารถกำจัดเหาหนังสือได้ครบทุกระยะ ทั้งระยะไข่ ระยะตัวอ่อน และระยะตัวเต็มวัย


ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ กองวิจัยพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร 02-579-7813


















