สวพ.5 ปั้น "เครือข่ายผลิตพืชปลอดภัยภาคกลาง" ดันชีวภัณฑ์ลงแปลงจริง นนทบุรี–นครปฐม ต้นแบบเกษตรเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม
สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 (สวพ.5) กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ เดินหน้าขับเคลื่อน "เครือข่ายการผลิตพืชปลอดภัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" ในพื้นที่ภาคกลาง โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีชีวภัณฑ์และการจัดการศัตรูพืชให้สอดคล้องกับบริบทของเกษตรกร ชนิดพืช ในแต่ละพื้นที่ เพื่อวางรากฐานความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว ก่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ


ที่จังหวัดนนทบุรี แปลงเกษตรอินทรีย์ Smart Nine Farm ของ นางสาวอัญชรี อัสววิมล คือหนึ่งในต้นแบบที่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีชีวภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหารการผลิตพืชในแปลง จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครปฐม (ศวพ.นครปฐม) ของกรมวิชาการเกษตร ในการทำเกษตรผสมผสาน

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ในแปลงมีตั้งแต่ ไส้เดือนฝอยสายพันธุ์ไทยกำจัดด้วงหมัดผัก เชื้อ BS ป้องกันโรคใบจุดและโรคเหี่ยวเขียว การใช้ไรโซเบียมในถั่วฝักยาว ไปจนถึงปุ๋ยชีวภาพ PGPR-I และแหนแดง เพื่อฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดิน ผลลัพธ์คือแปลงผักที่ควบคุมโรคและแมลงได้ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี สามารถควบคุมศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต เห็นผลเชิงประจักษ์
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ขยายผลสำเร็จอย่างเด่นชัด คือการควบคุมโรครากปมในฝรั่ง ด้วยชีวภัณฑ์ "เห็ดเรืองแสงสิรินรัศมี" ที่สวนของ นายดาวเรือง เก้าวงวาลย์ เกษตรกรผู้ปลูกฝรั่งในจังหวัดนครปฐม จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเข้มข้นจาก ศวพ.นครปฐม


จุดเด่นคือเกษตรกรทำเองได้ทั้งกระบวนการ เพียงนำก้อนเชื้อมาทุบและขยี้ บ่มในถุงพลาสติก 3–5 วัน จนเส้นใยสีขาวเจริญเต็มถุง แล้วนำไปโรยรอบทรงพุ่มฝรั่งในอัตรา 70 กรัมต่อต้น ก่อนกลบดิน และให้ความชื้น แก้ปัญหาโรครากปมได้โดยไม่ใช้สารเคมี พร้อมลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี

การส่งเสริมเทคโนโลยีที่แตกต่างกันตามบริบทของพืชและพื้นที่ เป็นการทำงานเชิงรุกตั้งแต่ระดับนโยบายของผู้บริหาร สวพ.5 ตลอดจนกลุ่มวิชาการ ที่ลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์และถ่ายทอดองค์ความรู้ถึงมือเกษตรกร เพื่อผลักดันงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริง ขยายผลเทคโนโลยีจากเกษตรกรสู่เกษตรกร จนเกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง


นางสาววารีรัตน์ สมประทุม ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 5 ระบุถึงแนวทางการคัดเลือกและถ่ายทอดชีวภัณฑ์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกรและชนิดพืชในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการที่เกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงและขยายชีวภัณฑ์ใช้เองได้ในฟาร์ม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เครือข่ายยืนได้ด้วยตัวเอง เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีชีวภัณฑ์ไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละแปลง ร่วมกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรเข้าใจ เข้าถึง เกิดการต่อยอดขยายผลอย่างเข้มข้น เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เครือข่ายการผลิตพืชปลอดภัยภาคกลางเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สร้างความมั่นคงทางอาหารภายใต้บริบทของสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนในปัจจุบัน














