กรมวิชาการเกษตร พัฒนานวัตกรรม "เกราะอัจฉริยะ" เคลือบเมล็ดพันธุ์ ยืดอายุ เพิ่มคุณภาพ ยกระดับการแข่งขันสู่ตลาดโลก
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับภาคการเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต และสร้างความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

กรมวิชาการเกษตร เร่งพัฒนา นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะ (Seed Coating) หรือ "เกราะป้องกันเมล็ดพันธุ์" ที่ช่วยยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ต้นทางของการผลิต เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ควบคุมความชื้น ลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค และลดการใช้สารเคมีผ่านการผสมสารชีวภัณฑ์และสารส่งเสริมการเจริญเติบโตไว้ในชั้นเคลือบ รวมถึงสามารถกำหนดสีของชั้นเคลือบเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของสายพันธุ์ ช่วยให้บริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดในการใช้งาน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของกรมวิชาการเกษตรในการนำนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านเมล็ดพันธุ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และขับเคลื่อนการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนในอนาคต
นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์ นับเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่กรมวิชาการเกษตรพัฒนาขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ของประเทศ เพิ่มความสะดวกในการจัดการเมล็ดพันธุ์ ลดความสูญเสียจากการเก็บรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ด้านนายสิทธิพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กล่าวว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนานวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะ ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ไทย
เทคโนโลยีดังกล่าวใช้เคลือบเป็นชั้นบาง ๆ ห่อหุ้มผิวเมล็ดพันธุ์ ทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกัน ช่วยรักษาคุณภาพเมล็ด ควบคุมการดูดซับความชื้น ลดการปนเปื้อนของเชื้อโรค และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการงอก อีกทั้งยังสามารถผสมสารชีวภัณฑ์ จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสารกระตุ้นการเจริญเติบโตไว้ในชั้นเคลือบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืชตั้งแต่เริ่มต้น และช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

นางสาวกาญจนา มหาเวศย์สกุล นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการเคลือบสามารถรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษาได้ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไป ช่วยคงความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ในช่วงระหว่างการเก็บรักษา รอการจำหน่าย หรือรอการเพาะปลูก ส่งผลให้เกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและพร้อมใช้งาน

กระบวนการเคลือบเมล็ดพันธุ์ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เมล็ดพันธุ์ ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะทางสรีรวิทยาแตกต่างกันจึงต้องวางแผนการเคลือบให้เหมาะสม ส่วนที่ 2 สารเคลือบ ทำหน้าที่เป็นสารยึดเกาะบนผิวเมล็ดพันธุ์ ส่วนที่ 3 สารออกฤทธิ์ เช่น สารป้องกันกำจัดโรคและแมลง ธาตุอาหาร และสารควบคุมการเจริญเติบโต ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของเมล็ดพันธุ์ และส่วนที่ 4 เครื่องเคลือบเมล็ดพันธุ์ ทำหน้าที่ผสมเมล็ดพันธุ์กับสารเคลือบให้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยงานวิจัยใช้เครื่องเคลือบเมล็ดพันธุ์แบบโรตารี ที่สามารถควบคุมปริมาณสารเคลือบให้เหมาะสมกับเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพสม่ำเสมอและพร้อมต่อการผลิตเชิงพาณิชย์

หลังจากการเคลือบ เมล็ดพันธุ์จะมีความชื้นเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการลดความชื้นด้วยเครื่องอบลดความชื้นระบบลมร้อน ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาได้อย่างเหมาะสม โดยใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดพันธุ์กลับมามีระดับความชื้นใกล้เคียงกับก่อนการเคลือบ ช่วยรักษาคุณภาพ ความงอก และยืดอายุการเก็บรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์ จะช่วยยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ไทย เพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและการเก็บรักษา เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลิตพืชที่ให้ผลผลิตสูงและมีมาตรฐาน เพราะการเริ่มต้นที่ดีของการเพาะปลูก เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และวันนี้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้น กำลังได้รับการปกป้องด้วยเกราะอัจฉริยะจากนวัตกรรมของคนไทย จากเมล็ดพันธุ์เมล็ดเล็ก ๆ สู่เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพการผลิตพืชทั้งระบบ นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะไม่เพียงช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ไม่เพียงช่วยลดการใช้สารเคมี แต่ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจัดการเมล็ดพันธุ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรไทย














