กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่สุรินทร์ เช็กความพร้อมชายแดน ลั่นไม่ประมาทรับมือหากเกิดปะทะรอบ 3

นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษากมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ นายพีรพล กนกวลัย โฆษก กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ พร้อมด้วยคณะ เดินทางเข้ารับฟังสถานการณ์ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

 

ที่ปราสาทตาควาย โดย นายมณเฑียร ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ ว่า คณะกรรมาธิการลงพื้นที่บริเวณที่เคยเกิดเหตุปะทะมาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และเตรียมความพร้อม หากเกิดสถานการณ์ขึ้นเป็นครั้งที่ 3 จะได้สามารถปกป้องอธิปไตยของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

นายมณเฑียร กล่าวว่า จากการรับฟังข้อมูลในพื้นที่ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ เพราะทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และประชาชน มีความสามัคคีและพร้อมร่วมกันปกป้องอธิปไตยของประเทศ สำหรับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการอพยพประชาชน ทั้งในพื้นที่บ้านกวดที่มีผู้อพยพกว่า 70,000 คน และพื้นที่พนมดงรักกว่า 90,000 คน รัฐบาลได้จ่ายเงินเยียวยาครบถ้วนแล้ว ไม่มีปัญหาตกค้าง

 

นายมณเฑียร เผยว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยร่วมกับประชาชนมาโดยตลอด ไม่เคยนิ่งนอนใจ และไม่เคยลืมว่าประชาชนไว้วางใจให้เป็นผู้นำรัฐบาล วันนี้ท่านมอบหมายให้ผมลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา เก็บข้อมูล แม้ท่านอยากมาด้วยตนเองแต่ติดภารกิจ เมื่อกลับไปผมจะนำข้อมูลทั้งหมดจากบุรีรัมย์และสุรินทร์ เสนอต่อรัฐบาลและผู้มีอำนาจในการสั่งการต่อไป

 

เมื่อถามว่าข้อมูลที่ได้รับจะนำไปดำเนินการอย่างไร นายมณเฑียร กล่าวว่า ขณะนี้ได้เตรียมแนวทางไว้แล้ว โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่ายังมีข้อจำกัดในการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากระเบียบพัสดุกำหนดให้ทุกโครงการต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน จึงต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอแนวทางแก้ไข

 

เมื่อถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนที่ยังมีการยั่วยุจากฝั่งกัมพูชา และแนวทางของคณะกรรมาธิการในการรับมือ นายมณเฑียร กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นเพราะไม่ประมาท เนื่องจากเคยเกิดเหตุปะทะมาแล้ว 2 ครั้ง หากเกิดเหตุซ้ำจะได้ไม่มีอุปสรรค ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การปฏิบัติของทหาร ตำรวจ การอพยพประชาชน และการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล ซึ่งได้มีการสอบถามข้อมูลในทุกมิติ

 

นายมณเฑียร กล่าวว่า หากไม่เกิดเหตุปะทะย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังมีกลไกการเจรจา เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อแก้ไขปัญหา และโต๊ะเจรจาอื่น ๆ แต่สิ่งสำคัญคือไม่รบก็ชนะได้ หากทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และทหาร มีความสามัคคี

 

ส่วนความพร้อมด้านบังเกอร์และการเก็บกู้ระเบิดหลังเกิดเหตุปะทะตั้งแต่รอบแรก นายมณเฑียร กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งให้ฝ่ายปกครองสำรวจความต้องการบังเกอร์และส่งข้อมูลมายังส่วนกลาง เพราะมีงบกลางรองรับอยู่แล้ว แม้ยังไม่เกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถใช้งบดังกล่าวช่วยเหลือได้ โดยปีนี้รัฐบาลตั้งงบกลางรองรับภัยต่าง ๆ ทั้งภัยธรรมชาติและภัยด้านความมั่นคงไว้จำนวนมาก

 

นายมณเฑียร กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.สุรินทร์ ได้รับงบประมาณก่อสร้างบังเกอร์แล้วกว่า 400 แห่ง รวมทั้งในหลายจังหวัด เช่น จ.สระแก้ว ก็ทยอยเสนอของบประมาณเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งตนจะรวบรวมข้อมูลส่งให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ ขณะเดียวกันอุปกรณ์ของชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) บางส่วนยังไม่ครบถ้วน แต่กำลังทยอยจัดหาเพิ่มเติม โดยได้ติดตามเรื่องนี้ผ่านการประชุมคณะกรรมาธิการอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนการแต่งตั้ง พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ นายมณเฑียร กล่าวว่า พล.อ.รังษี เป็นอดีตนายทหารที่มีความรู้ ความสามารถ และให้ความสนใจด้านการปกป้องอธิปไตยและพื้นที่ชายแดน จึงเชื่อว่าจะเข้ามาช่วยงานของคณะกรรมาธิการได้เป็นอย่างดี

 

ส่วนการประเมินสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน นายมณเฑียร กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชายังคงใช้วิธียั่วยุ โดยเฉพาะการพยายามนำประเด็นเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อประเทศไทย ทั้งที่เหตุปะทะที่ผ่านมา กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน จึงพยายามยั่วยุให้ไทยตอบโต้ เพื่อนำภาพไปเผยแพร่ในต่างประเทศว่าไทยรังแกประเทศเล็ก