เปิดใจนักโทษทาสยา 10 ปี ก้าวพ้นวังวนยาเพื่อรอลูก รับ กลัวลูกอายว่า "มีแม่ขี้ยา"
วันที่ 8 ก.ค. 69 นายโชติพันธ์ จุลเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ภาค 8 (ผอ.ปปส.ภ.8) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานการดำเนินงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ณ เรือนจำเกาะสมุย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในกระบวนการบำบัดรักษาและการเตรียมความพร้อมก่อนคืนคนดีสู่สังคม โดยมี นายรัชกวินท์ หิรัญรัตน์วิภู ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอเกาะสมุย ให้เกียรติกล่าวต้อนรับคณะ พร้อมด้วย นายโกมล นุรักษ์ อนุศาสนาจารย์ชำนาญงาน ร่วมบรรยายสรุปภาพรวมการดำเนินงานของเรือนจำ

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ คณะสื่อมวลชนได้เข้าศึกษากระบวนการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังอย่างครบวงจร ประกอบด้วย การศึกษากระบวนการชุมชนบำบัด เพื่อดูการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิดของผู้ต้องขังผ่านมาตรการเชิงจิตวิทยาและการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ศึกษาดูงานการฝึกอาชีพ ณ แดนควบคุมผู้ต้องขังชาย เพื่อติดตามการส่งเสริมและพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานด้านต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพในอนาคต

และเยี่ยมชมการฝึกอาชีพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้ "โครงการกำลังใจ" ซึ่งคณะได้เข้าตรวจเยี่ยมแดนควบคุมผู้ต้องขังหญิง โดยมีการดำเนินกิจกรรมตามโครงการกำลังใจในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาจิตใจควบคู่ไปกับการฝึกวิชาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานบนเกาะสมุย เช่น การทำผ้าบาติก การประกอบอาหาร และการวาดภาพศิลปะ เพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงสามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีรายได้ปันผล และสามารถนำทักษะไปพึ่งพาตนเองเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีคุณค่าหลังพ้นโทษ

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ต้องขังหญิง เล่าว่า ตนเองถูกดำเนินคดีร่วมกันลักทรัพย์ แต่ในระหว่างถูกดำเนินคดีได้มีการใช้สารเสพติดประเภทไอซ์มานานกว่า 10 ปี เมื่อเข้ามาที่เรือนจำเกาะสมุยแล้วจึงเข้าร่วม “ชุมชนบำบัดโครงการกำลังใจ มุ่งคืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน” เป็นระยะเวลา 6 เดือน

ก่อนถูกดำเนินคดี “ร่วมกันลักทรัพย์ ตนใช้สารเสพติดมาโดยตลอดนานกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นการชักชวนของเพื่อนๆ ตนพยายามเลิกใช้สารเสพติดหลายครั้ง แต่ด้วยสังคม และเพื่อนๆ ที่มีการชักชวนตลอด ทำให้ตนต้องหันหน้าไปพึ่งยาเสพติดเสมอ ยอมรับว่าใช้สารเสพติดมานานแต่ไม่ได้ติดถึงขั้นหนัก เพราะวันไหนไม่มียาตนไม่เสพก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อไปหากลุ่มเพื่อนก็มักถูกชักชวนเสมอ อีกอย่างคือคนไม่หนักแน่นพอที่จะปฏิเสธคำชวนของเพื่อน

ต่อมาหลังจากถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ จึงเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพื่อที่จะเลิกยาเสพติดอย่างถาวร เพราะเห็นแก่ครอบครัวและลูก ตนวางแผนไว้ว่า หากรับโทษครบกำหนด จะออกไปอยู่กับลูก และทำมาหากินสุจริต รวมถึงที่ผ่านมาตนกลัวลูกอายมาตลอดว่าจะมีคนกล่าวหาว่า "เป็นลูกคนเสพยา" ด้วยเหตุผลนี้จึงอยากจะเลิกยาเสพติดอย่างถาวร สุดท้ายจนอยากฝากบอกลูกว่า "ให้รอแม่ก่อนนะ"
ทั้งนี้ตนอยากฝากไปที่คนที่ยังใช้สารเสพติดอยู่ ว่าอยากให้เลิกเพราะไม่มีอะไรดี อยากให้เห็นแก่ครอบครัว และลูก ซึ่งหากใครอยากจะเลิกจริงๆ ก็ขอให้หนักแน่น ใจแข็งต่อการชักชวนของคนรอบตัว

















