กรมวิชาการเกษตร เปิดวาร์ป "ดาหลา กวก. ตรัง 8" ดอกเล็ก-อยู่ทน ดันรายได้เกษตรกรใต้เพิ่ม 1.5–2 เท่า

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง สถาบันวิจัยพืชสวน ประสบความสำเร็จในการพัฒนาดาหลาพันธุ์ใหม่ "กวก. ตรัง 8" ไม้ตัดดอกพื้นเมืองภาคใต้ที่มีช่อดอกขนาดเล็ก น้ำหนักเบา กลีบสีแดงสดเรียงเป็นระเบียบ และอายุการปักแจกันยาวนาน ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ โดยในปี 2569 ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรแล้ว และคาดการณ์ว่าช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น 1.5–2 เท่า

ปัจจุบันตลาดหรือผู้บริโภคต้องการดอกดาหลาที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สีสันสดใส ซึ่งพันธุ์ตรัง 1–5 เดิมยังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของขนาดดอก กรมวิชาการเกษตร จึงได้วิจัยและพัฒนาพันธุ์ดาหลา "กวก. ตรัง 8" ที่มีขนาดดอกเล็กให้ตรงตามความต้องการของตลาด ตามนโยบายตลาดนำการวิจัยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในปี 2570 กรมวิชาการเกษตรมีแผนผลิตต้นพันธุ์รวม 500 ต้น โดยเกษตรกรสามารถเข้ามาเรียนรู้และซื้อต้นพันธุ์ดีไปขยายพันธุ์ต่อได้ และในอนาคตจะดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ดาหลาอย่างต่อเนื่อง โดยที่จะสามารถปลูกได้ในทุกสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น ซึ่งไม่ส่งกระทบต่อผลผลิต เพื่อยกระดับการค้าไม้ตัดดอกและรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น

ด้านนายฉัตรชัย กิตติไพศาล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง กล่าวว่า พันธุ์ดั้งเดิมตรัง 1–5 แม้สวยงาม แต่มีข้อจำกัดที่ช่อดอกใหญ่และทรงดอกแผ่บานเมื่อบาน ทำให้บรรจุหีบห่อยากและไม่เหมาะกับการเป็นไม้ตัดดอกส่งออกมากนัก ทั้งนี้ ดาหลาเป็นพืชพื้นเมืองที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนภาคใต้มายาวนาน เดิมใช้เป็นเครื่องเคียงในข้าวยำ ก่อนพัฒนาสู่ไม้ตัดดอกเชิงการค้า

สำหรับดาหลา กวก. ตรัง 8 พัฒนามาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง "แดงอินโด" กับ "แดงป่า" ตั้งแต่ปี 2548 ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวด และนำไปทดลองปลูกเปรียบเทียบใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา และศูนย์วิจัยพืชสวนเลย เพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาดมากที่สุด

จุดเด่นของดาหลา กวก. ตรัง 8 คือ ช่อดอกทรงไข่ขนาดเพียง 6.33 เซนติเมตร เล็กลงจากพันธุ์ตรัง 3 เกือบร้อยละ 40 น้ำหนักเบาลง และมีอายุการปักแจกันนานถึง 8.44 วัน นานกว่าพันธุ์ตรัง 3 ราวร้อยละ 36 ซึ่งดอกที่เล็กลงส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น จากเดิมพันธุ์พื้นเมืองที่เกษตรกรจำหน่ายได้ประมาณดอกละ 10 บาท เมื่อนำพันธุ์ใหม่ไปปลูกที่ตรงกับความต้องการของตลาด คาดว่าราคาจะสูงกว่าพันธุ์เดิมประมาณ 1.5 ถึง 2 เท่า หรือประมาณ 15 ถึง 20 บาท