เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี (พมจ.ชลบุรี) ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเด็กหญิง 3 พี่น้อง อายุ 13 ปี 9 ปี และ 7 ปี หลังปรากฏคลิปจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นเหตุการณ์แม่เลี้ยงลงมือทำร้ายร่างกายเด็กอย่างรุนแรง ภายในตลาดเคหะเทพประสิทธิ์ จังหวัดชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะภาพที่ปรากฏว่าพ่อของเด็กอยู่ในบริเวณเกิดเหตุ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการปกป้องลูกของตนเอง ก่อนที่มูลนิธิเป็นหนึ่งจะพาแม่แท้ของเด็กเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุที่ สภ.เมืองพัทยา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กทั้งสามคน
น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ” เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากแม่ของเด็กตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืน หลังมีการโพสต์ขอความช่วยเหลือในกลุ่มเกี่ยวกับพัทยา และมีพลเมืองดีส่งคลิปเหตุการณ์มาให้ตรวจสอบ จากการสอบถามข้อมูลพบว่า เด็กทั้งสามคนเลือกอยู่กับพ่อด้วยความกตัญญู อยากช่วยพ่อค้าขาย และไม่อยากย้ายโรงเรียน แม้แท้ๆจะพยายามขอรับไปเลี้ยงหลายครั้งก็ตาม ที่ผ่านมาเด็กไม่กล้าบอกว่าโดนทำร้าย เพราะเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว ขณะที่แม่ค้าในตลาดหลายคนให้ข้อมูลตรงกันว่า แม่เลี้ยงมีพฤติกรรมด่าทอ ใช้คำพูดหยาบคาย และกดดันเด็กมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดถือว่ารุนแรงเกินรับได้ ต้นอ้อยังตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของพ่อว่า แม้จะอ้างว่าพยายามห้ามแล้ว แต่พยานหลายคนกลับยืนยันว่าพ่อไม่เคยปกป้องลูกอย่างจริงจัง อีกทั้งคืนเกิดเหตุยังมีข้อมูลว่าระหว่างมีผู้โทรศัพท์สอบถามอาการเด็ก พ่อกลับตะคอกให้ลูกพูดว่า “โดนอะไร ทำไมถึงโดน” ก่อนจะพาเด็กไปโรงพยาบาลในภายหลัง จึงมองว่าหากพ่อปกป้องลูกจริง เหตุการณ์อาจไม่บานปลายถึงขนาดนี้ พร้อมยืนยันว่าจะประสานหน่วยงานรัฐดูแลสภาพจิตใจเด็กทั้งสาม และหารือเรื่องการย้ายไปอยู่กับแม่ หากเป็นทางออกที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด
ด้านมารดาของเด็กเปิดเผยว่า ตนแยกทางกับอดีตสามีมากว่า 6 ปี โดยตกลงให้ลูกสาวทั้ง 3 คนอยู่ในความดูแลของฝ่ายพ่อ เนื่องจากเด็กไม่ต้องการย้ายโรงเรียน อีกทั้งสงสารพ่อที่ไม่มีคนช่วยทำมาหากิน แม้ลูกจะไม่ได้อยู่กับตน แต่ตลอดเวลายังคงส่งเสียค่าใช้จ่าย ติดต่อพูดคุยกับลูกแทบทุกวัน หากลูกอยากได้หรืออยากกินอะไรตนก็จะดูแลเสมอ พร้อมกำชับลูกไม่ให้มีปัญหากับแม่เลี้ยง เพราะทราบว่าอีกฝ่ายไม่ชอบเด็ก ทั้งนี้ที่ผ่านมา ลูกไม่เคยเล่าว่าถูกทำร้ายร่างกาย มีเพียงบอกว่าแม่เลี้ยงมักใช้คำพูดหยาบคาย เรียกด้วยคำว่า “กู-มึง” และดุด่าอยู่เป็นประจำ จนกระทั่งคืนเกิดเหตุมีแม่ค้าในตลาดโทรศัพท์มาแจ้ง พร้อมส่งคลิปจากกล้องวงจรปิดให้ดู จึงรู้ว่าลูกถูกทำร้ายอย่างรุนแรง แม้ก่อนหน้านี้ตนจะพยายามขอรับลูกไปเลี้ยงหลายครั้ง แต่ลูกทั้งสามยืนยันอยากอยู่กับพ่อ เพราะผูกพันกับพ่อ ไม่อยากเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือเปลี่ยนโรงเรียน ตนจึงไม่เคยฝืนใจลูก อย่างไรก็ตาม หลังเห็นคลิปเหตุการณ์ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวทั้งสามคน
ขณะที่พ่อของเด็ก เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุกำลังเช็ดรถอยู่หน้าร้าน เห็นภรรยาใหม่ตบลูกสาวเพียงครั้งเดียวจึงตะโกนห้าม แต่ไม่เห็นช่วงที่มีการกระชากตัวหรือทำร้ายรุนแรง จนกระทั่งมาดูภาพจากกล้องวงจรปิดภายหลัง จึงยอมรับว่าเหตุการณ์รุนแรงเกินกว่าที่คิดและรับไม่ได้กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยอ้างว่าสาเหตุเกิดจากลูกสาวนำโทรศัพท์ของตนไปส่งข้อความหาอดีตภรรยาในลักษณะว่า “พ่อคิดถึง” ทำให้ภรรยาใหม่เกิดความหึงหวงและโมโห แม้จะพยายามให้ลูกขอโทษ แต่เหตุการณ์กลับบานปลาย พร้อมยืนยันว่าที่ผ่านมาภรรยาใหม่ไม่เคยทำร้ายเด็กอย่างรุนแรง มีเพียงดุด่าหรือบ่นเรื่องช่วยงานบ้านเท่านั้น หลังเกิดเหตุได้ตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับฝ่ายหญิงทันที และพร้อมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยให้แม่แท้ของเด็กเป็นผู้ดำเนินคดี ขณะที่ฝ่ายหญิงได้หลบหนีออกจากที่พักแล้ว อีกทั้งโทรศัพท์ของตนก็ถูกทุบเสียหายจนไม่สามารถติดต่อได้ แม้จะทราบสถานที่ทำงานของฝ่ายหญิงในพื้นที่พัทยา แต่ยังไม่สามารถติดตามตัวมาพูดคุยได้
ด้าน “พี่อ่อย” อายุ 43 ปี แม่ค้าในตลาด ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ให้ข้อมูลว่า แม่เลี้ยงมีพฤติกรรมใช้คำพูดหยาบคายกับเด็กมาเป็นเวลานาน วันเกิดเหตุเริ่มจากการด่าทอ ก่อนจับศีรษะเด็กหญิงคนโตจิกผมและโขกกับโต๊ะ จากนั้นหันมาตบเด็กหญิงคนกลาง พร้อมท้าทายให้โทรศัพท์ไปบอกแม่แท้ๆว่าเป็นคนลงมือทำร้าย นอกจากนี้ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลในใจเด็ก เมื่อช่วงปิดเทอม เด็กหญิงคนหนึ่งนำผลการเรียนมาด้วยความดีใจ พร้อมเรียกอีกฝ่ายว่า “แม่ หนูเรียนจบแล้วนะ” แต่กลับถูกตอบกลับว่า “มึงไม่ต้องมาเรียกกูว่าแม่ กูไม่ใช่แม่มึง” ทำให้เด็กเสียใจอย่างมากและกลายเป็นคนเงียบ เก็บกด ไม่กล้าแสดงความรู้สึก อีกทั้งยืนยันว่าพ่อของเด็กอยู่ในเหตุการณ์และสามารถมองเห็นการทำร้าย จึงไม่เชื่อว่าพ่อจะไม่รับรู้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพ่อมักเข้าข้างภรรยาใหม่มากกว่าปกป้องลูกของตนเอง
ผู้สื่อข่าวยังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าห้องพัก พบว่า เมื่อเวลา 21.56 น. วันที่ 30 มิถุนายน 2569 แม่เลี้ยงเดินทางกลับเข้าห้องพักพร้อมพูดคุยโทรศัพท์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนจะหลบหนีออกจากที่พักในเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่มูลนิธิเป็นหนึ่งจะเดินทางมาถึงเพียงไม่นาน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ภาพจากกล้องวงจรปิด และเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่หน่วยงานด้านคุ้มครองเด็กได้เข้าประเมินสภาพจิตใจและวางแนวทางคุ้มครองเด็กหญิงทั้ง 3 คนอย่างเร่งด่วน














