อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า การคมนาคม และการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้ต้องเผชิญกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก อันเนื่องมาจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่รองรับน้ำของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ด้วยสภาพพื้นที่ที่รับน้ำจากเทือกเขาโดยรอบ ก่อนไหลผ่านพื้นที่ราบและระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา ส่งผลให้หาดใหญ่เผชิญเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่หลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงระหว่างปี 2509 ถึงปี 2531 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2531 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ด้วยการก่อสร้างคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อแบ่งน้ำบางส่วนออกจากคลองอู่ตะเภาและเร่งระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา พระราชดำริดังกล่าวได้กลายเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการขุดลอกคลองธรรมชาติและพัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกจากเขตเมือง

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2543 หาดใหญ่ได้เผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่อีกครั้ง จากฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเขตเมืองอย่างรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 14,000 ล้านบาท เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการขยายตัวของเมือง ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลได้เร่งผลักดันโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการขุดคลองระบายน้ำเพิ่มเติมหลายสาย เพื่อเพิ่มช่องทางการระบายน้ำและเสริมศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในช่วงปลายเดือนตุลาคม ปี 2553 หาดใหญ่ต้องเผชิญสถานการณ์อุทกภัยอีกครั้ง จากฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่พื้นที่เกินกว่าศักยภาพของระบบระบายน้ำในขณะนั้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในเขตเมืองและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงนำมาสู่การดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ ระยะที่ 2 ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ โดยมีการปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 หรือ “คลองภูมินาถดำริ” ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักในการระบายน้ำของพื้นที่

คลองภูมินาถดำริทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากพื้นที่ลุ่มน้ำและเร่งระบายลงสู่ทะเลสาบสงขลา ตลอดแนวคลองระยะทางกว่า 21 กิโลเมตร ได้รับการปรับปรุงและขยายขนาดให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากยิ่งขึ้น โดยบางช่วงมีความกว้างถึง 100 เมตร พร้อมเสริมกำแพงคอนกรีตและปรับปรุงโครงสร้างประกอบตลอดแนวคลอง จากเดิมที่คลอง ร.1 มีศักยภาพในการระบายน้ำ 465 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายหลังการปรับปรุงแล้วเสร็จ สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำได้สูงสุดถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ส่งผลให้คลองดังกล่าวกลายเป็นโครงสร้างสำคัญในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยของอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน 2 และประตูระบายน้ำบางหยี 2 เพื่อควบคุมและบริหารจัดการระดับน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำบางหยี พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำจากคลองออกสู่ทะเลสาบสงขลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกันของคลองระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ ในลักษณะของระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ส่งผลให้ศักยภาพการระบายน้ำของพื้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้อำเภอหาดใหญ่จะยังคงเผชิญกับฝนตกหนักและปริมาณน้ำจำนวนมากในบางช่วงเวลา แต่ระบบบริหารจัดการน้ำที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจ ชุมชน และประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทรัพยากรน้ำในระยะยาว กรณีของอำเภอหาดใหญ่จึงนับเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำบทเรียนจากเหตุการณ์อุทกภัยในอดีตมาสู่การวางแผนและพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำมิใช่การเอาชนะธรรมชาติ หากแต่เป็นการเรียนรู้ เข้าใจ และปรับตัวให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ประชาชน พร้อมรองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต