ทนายตั้ม แจ้งความ 2 สามีภรรยาพยานคดีเจ๊อ้อยข้อหาฉ้อโกง อ้างหลอกลงทุนเหรียญดิจิทัล สูญ 1.5 ล้านบาท พร้อมโต้ตนเองไม่เคยข่มขู่พยาน ด้าน "สนธิ" ฟ้องเพิ่มทนายตั้ม ฉหมิ่นประมาท" อีก 1 คดี

วันที่ 23 มิ.ย. 2569 นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เดินทางมาแจ้งความดำเนินคดีกับ 2 พยานในคดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย คือ นางสาวพจมาน หรือ “มี่” และนายเขมวัฒน์ หรือ “ปีเตอร์” สามีภรรยาเจ้าของบริษัท ปีเตอร์ วิชั่น จำกัด ในข้อหาฉ้อโกง กรณีหลอกลวงให้โอนเงินลงทุนทำเหรียญดิจิตอลที่ สน.บางเสาธง หลังจากวานนี้ ทั้งคู่ออกมาแถลงร่วมกับนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แฉทนายตั้ม โดยนำแชตไลน์อ้างว่าทนายตั้มมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาฮั้วประมูล และเตรียมรวบรวมหลักฐานยื่นถอนประกันทนายตั้ม เนื่องจากยุ่งเหยิงและข่มขู่พยาน

จากเรื่องนี้ ทนายตั้ม ระบุว่า วันนี้ตนมาแจ้งความ 2 พยานดังกล่าว ในเรื่องการฉ้อโกง ซึ่งต้องแยกกับคดีก่อนหน้านี้ที่ตนไปดำเนินคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เรื่องฮั้วประมูลโครงการรัฐ เพราะวันนี้เป็นเรื่องของโอนเงินลงทุนทำเหรียญดิจิตอล โดยพฤติการณ์ของ 2 สามีภรรยาคู่นี้เขาอ้างว่าสามารถทำเหรียญดิจิตอลให้ขึ้นในแพลตฟอร์มสาธารณะ หรือ Binance ได้ ซึ่งคู่กรณีได้เอาเงินของตนไป 1.5 ล้านบาท เมื่อปี 2566 โดยยืนยันในตอนนั้นว่า ภายใน 2 ปี จะสามารถเอาเหรียญของเขา ชื่อ "ซิมโม่" (Simmo / SIMMO) เข้าไปในกระดานซื้อขาย แต่ปรากฏว่า จากการสืบพยาน น้องของตนได้นำหลักฐานเป็นแชตมาเป็นหลักฐานในคดี ทำให้รู้ว่าคู่กรณีมีเจตนาหลอกลวงมาแต่ต้น ไม่ได้คิดจะทำเหรียญจริง วันนี้จึงได้นำหลักฐานมามอบให้กับตำรวจ ซึ่งเป็นแชตที่คู่กรณีคุยกันเอง 2 สามีภรรยา เนื้อหาระบุว่า “มันอาจจะฟ้องร้องฉ้อโกงได้นะ” หรือ “อย่างน้อยจดทะเบียน เอาชื่อเมียมันมาใส่ในบริษัทด้วย” เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คู่กรณีพยายามที่จะให้ภรรยาตนมีชื่ออยู่ในบริษัทของคู่กรณีด้วย แต่ตอนนั้นตนไม่เอา และยืนยันว่าเอาแค่เหรียญที่ตกลงกันไว้ สุดท้ายก็ยังไม่มีการเอาเหรียญเข้าสู่กระดานซื้อขาย และเห็นชัดเจนว่ามีเจตนาที่จะหลอกลวงตนตั้งแต่ต้น ดังนั้น วันนี้จึงมาแจ้งความดำเนินคดีเรื่องการฉ้อโกง และนำหลักฐานแชตที่คู่กรณีคุยกันเองมาให้ตำรวจเป็นหลักฐานว่า ตนได้รู้เมื่อไหร่ อย่างไร

นอกจากนี้ “ทนายตั้ม” ยังกล่าวถึงกรณีที่เมื่อวานนี้ ที่บ้านพระอาทิตย์ ได้พาพยานทั้ง 2 คนมาแถลงข่าวนั้น “ทนายตั้ม” บอกว่า ขอออกตัวก่อนว่าเรื่องคดีไม่อยากแตะมาก เพราะคดีอยู่ในขั้นตอนของศาล แต่อย่างที่ทั้งคู่พูดว่าเกี่ยวข้องใน 3 คดีจริงๆ คือ ในส่วนของคดี 71 ล้านบาท, คดีออกแบบก่อสร้าง และคดีเงิน 39 ล้านบาท ซึ่ง 2 คดีที่ทั้งคู่เป็นพยานศาลยกฟ้อง เหลืออีก 1 คดี

“ส่วนเมื่อวาน ที่ทั้งคู่บอกว่าเอาหลักฐานเด็ดมาให้ดู ตนอยากถามว่า “เด็ดจริงหรือ?” รวมถึงที่ทั้งคู่บอกว่า ได้เงิน 20 ล้านบาทแล้วไม่เอา มันมีคำว่า 20 ล้านในแชตหรือไม่ มันไม่มีนะ พร้อมย้ำว่า มันมีแชตที่เขาบอกว่าไม่เอาเหมือนกัน ที่ทะเลาะกับทนายสมชาติ“

ทนายตั้ม ยังบอกอีกว่า ตนมีแชตที่ทั้งคู่ของานเกี่ยวกับไอทีเหมือนกัน แต่ตอนที่รู้ว่าตนทะเลาะกับพี่อ้อย เขาก็เลยข้ามไปฝั่งนู้นเลย เพราะว่าตัวเองจะได้งาน

ทนายตั้ม ยังกล่าวถึงเรื่องเงินที่ได้รับผลประโยชน์ที่ทั้งคู่ได้เงิน 1 ล้านบาท กับ 2.799 ล้านบาทจากพี่อ้อยจริงหรือไม่ ซึ่งทั้งคู่ชี้แจงไปเมื่อวานว่า เป็นค่าเสาเข็ม เรื่องนี้ ทนายตั้มแจงให้ฟังว่า เงิน 1 ล้านบาทที่เขาได้รับ เป็นส่วนที่เขาไปบอกพี่อ้อยว่า ทนายตั้มจะไปฟ้องเขาเรื่องเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัล เลยไปขอพี่อ้อยมา 1 ล้านบาท แต่ทนายตั้มยืนยันว่า ไม่ได้มีการเอาเงินส่วนนี้มาให้ทนายตั้ม เพราะตนเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว "หากพี่อ้อย พี่น้อย ฟังอยู่ เขาไม่ได้ให้เงินผมนะครับ อย่างงี้เขาหลอกลวงเงินพี่อ้อยอีกกระทอกนึงนะครับ ทั้งสองสามีภรรยาไปเบิกความในชั้นศาลว่า เอาเงินไปใช้หนี้ตนเอง นี่จะเป็นสาเหตุที่มาแจ้งความในวันนี้"

ส่วนอีก 2.799 ล้าน เขาอ้างว่าเป็นค่าเสาเข็ม แต่อย่างที่บอกว่า เขาจะให้ตนฟ้องพี่อ้อยในเรื่องที่ทำให้เขาเสียหาย ซึ่งตนก็บอกว่าระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน ตนกลับจากต่างประเทศไม่เกิน 5 วัน เขาจะไปสั่งเสาเข็มอะไร โอนไป 2.799 ล้านบาท ตนเลยขอบิลใบเสร็จ ซึ่งเขาก็ไม่มีให้ เขาบอกว่าไม่ต้องมาถามถึงใบเสร็จ แล้วมากล่าวหาตนว่าเป็นคนยุยงให้ไปฟ้องพี่อ้อย ตอนเห็นแชตก็งง และบอกว่าตัวเองเสียหาย แต่เขาเป็นคนบอกว่าถ้าพี่อ้อยถามถึงใบเสร็จ บอกว่าไม่ให้นะ ซึ่งยังมีในแชตเลย

ส่วนที่เมื่อวาน ทนายความบอกว่าจะถอนประกันทนายตั้มนั้น ทนายตั้มบอกว่า คนที่พูดต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเองด้วย ทนายความนั่งอยู่ รู้อยู่ว่าคดีนี้มันเสร็จการพิจารณาแล้ว พยานหมดหน้าที่เป็นพยานในการสืบพยานเสร็จ แล้วเรื่องของอุทธรณ์ไม่มีการพิจารณาแล้ว ฉะนั้นเขาจึงไม่ได้เป็นพยานที่ตนไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตอบโต้หรือนำข้อเท็จจริงที่ไปนำเสนอ ตนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญโดยปกป้องส่วนได้เสียของตัวเอง

ส่วนการข่มขู่พยาน ยืนยันว่า ตนได้ให้ทีมงานบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวได้เลย คุณมาพูดได้อย่างไรว่ามาข่มขู่ ยืนยันว่าการใช้สิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นเป็นการข่มขู่ การมาดำเนินคดี ไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็นการใช้สิทธิ์

ส่วนกรณีเรื่องฮั้วประมูลบริษัท AOT และการที่ตนจะมาตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ทุจริต มันไม่ดีอย่างไร ทำไมสื่อเจ้านั้นต้องรีบปิดปากตนและถอนประกัน กลัวหรือว่าตนจะมาพูดเรื่องนี้ และเมื่อวานทั้งสองสามีภรรยาก็หลุดพูดมาอีกว่า มีบริษัทคั่นกลาง ซึ่งบริษัทนี้อาจเป็นบริษัทปลาใหญ่ก็ได้ ที่จะรับงานบริษัท AOT มา ซึ่งตนถือว่าสำเร็จแล้วที่ทำให้ทั้งคู่ออกมาพูดได้ ทุกคนเห็นแล้วว่าพูดอย่างไรให้ตัวเองดูน่าสงสาร

"หากตรวจสอบแล้วบริษัทที่มาคั่นกลางนี้ เกี่ยวข้องกับการฮั้ว ตนว่าประเทศชาติได้ประโยชน์ในเรื่องนี้ ปล่อยให้ตนได้ทำหน้าที่ของตนเถอะ และการสืบพยานเสร็จแล้ว ข้อห้ามเดียวที่ศาลมีเงื่อนไขบังคับมา คือ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือหลบหนี ซึ่งวันนี้ตนก็ยังอยู่ ศาลให้ไปรายงานตัวก็ไปตามนัด"

ทั้งนี้ ทนายตั้ม อธิบายถึงแชตข้อความที่ระบุว่า “แอพนี้ให้พี่เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร” ทนายตั้ม บอกว่า เป็นแชตที่นางสาวพจมาน หรือมี่ ส่งมาหาทนายตั้ม ซึ่งเป็นการยืนยันว่าแอปพลิเคชั่นไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะเขาบอกเองว่าแอปฯ เขาไม่ได้แพง จะมาคิด 20 ล้าน ตลกมาก เขาให้ตนฟรีตอนนั้น ตนยังไม่เอาเลย เพราะตนเสียตังค์แล้วทำของตัวเองดีกว่า เสียตังค์จ้างทำของตัวเอง

สำหรับกรณีที่เมื่อวานสองสามีภรรยากล่าวหาว่า ทนายตั้มขอร่างสัญญาตัวแก้ไขได้ เป็นเพราะอะไร ทนายตั้ม แจงว่า เป็นร่างสัญญาทำแอปฯ ซึ่งเป็นสัญญาที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับเงิน 71 ล้านบาท ซึ่งเขามีหน้าที่แค่เอาแบบร่างสัญญาให้ตน ซึ่งตนก็ต้องเอาไปให้พี่อ้อย เพื่อเอาเงินจากฝรั่งเศสมา แต่ในรายละเอียดเรื่องนี้ตนต้องขออนุญาต เพราะว่าอยู่ที่ศาลอยู่ และยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี ซึ่งเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เขาแค่เอาสัญญาให้ตนเอง ส่วนเนื้อหาจะเอาไปทำอะไรก็เป็นเรื่องของตนกับพี่อ้อย

เมื่อถามทนายตั้มถึงการโพสต์ในเพจเฟซบุ๊กถึงเจ๊อ้อย มีจุดประสงค์อย่างไรนั้น ทนายตั้มยืนยันว่า ไม่ได้เอามาใช้ในการพิจารณาในศาลแน่นอน เพราะศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว ไม่มีการสืบพยานใหม่แล้ว และตนไม่เอาเอกสารนี้ยื่นไปในชั้นอุทธรณ์ เพราะเป็นเอกสารที่ตนทำฝ่ายเดียว และโพสต์อยู่ฝ่ายเดียว มันไม่มีน้ำหนักอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตัดได้เลยที่ตนจะเอาเข้าสำนวน

“ผมไม่ได้แค้นอะไรพี่อ้อยเลย เพราะว่าอย่างน้อยพี่อ้อยเคยมีบุญคุณกับผมและครอบครัว ผมรู้ถึงตรงนี้มาโดยตลอด แต่ในอดีตผมอาจจะเป็นคนที่ทิฐิมาก คิดว่ากูไม่ผิด กูไม่เข้าไปขอโทษ ไม่ไปคุยอะไร มันทำให้เรื่องบานปลายจนถึงทุกวันนี้ อย่างที่มีคนกล่าวหาว่า ผมเอารถไปให้จีนเทาขับเช่าบ้าง แต่หลักฐานในมือถือที่ผมมีอยู่มันก็แค่ 10,000 โล จนทุกอย่างเกิดความเข้าใจผิด ยิ่งมีสองผัวเมียนี้เข้ามาอีก คนเลยยิ่งเข้าใจผมผิดไปต่างๆ นานา วันนี้เลยตัดสินใจเขียนโพสต์ระบายความรู้สึกในสิ่งที่ผมรู้สึกถึง และผมไม่กล้าที่จะทักไปหาพี่อ้อย บอกตามตรง”

ส่วนจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่แตกร้าวระหว่างตนและพี่อ้อย ก็ยอมรับว่าเกิดจากพี่น้อย แต่วันนี้พี่น้อยกับพี่อ้อยก็เดินคนละเส้นทางกันแล้ว ตนก็ไม่อยากจะไปยุ่ง เพราะแต่ก่อนก็เคยเป็นกาวใจให้รอบนึง แต่พอมาเป็นเรื่องของตน มันจะเป็นเพราะใครอะไรอย่างไร ก็ไม่อยากจะไปเจาะจง และไม่อยากระบุหรือรื้อฟื้นอะไร

“เมื่อคืนผมนอนไม่หลับ ได้ดูซีรีส์เรื่องทนายปีศาจ ขอฝากคำถามสุดท้ายไปยังสองผัวเมีย ตกลงคุณได้รับงาน AOT จากการประสานงานของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช่หรือไม่ ให้ตอบว่า ใช่หรือไม่ แค่นี้พอนะครับ”

ขณะที่ ล่าสุดนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า "นายสนธิ ลิ้มทองกุล และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินลงนามแล้ว ฟ้อง “ทนายตั้ม” ข้อหาหมิ่นประมาทเพิ่มไปอีก 1 คดี"

เรื่องนี้ ทนายตั้ม ทิ้งท้ายว่า "การที่ออกมาพูดวันนี้ไม่ได้กลัวอะไร แม้จะถูกยื่นถอนประกัน ตนจะแฉเรื่องอะไรของเขาได้ ตอนที่ตนอยู่ข้างในเรือนจำ เขาเล่นผมฝ่ายเดียวมาตลอดเป็นปีๆ ตนยังทนอยู่ได้ และล่าสุดที่โพสต์ว่าจะฟ้องตนในคดีหมิ่นประมาท เขาหมิ่นประมาทตนมากี่ร้อยครั้งพันครั้ง ตนยังแมนกว่า อดทนกว่า คดีเล็กไม่เอา เอาเรื่องประเทศเลย เรื่องฮั้วประมูลเลยดีกว่า ยืนยันว่าไม่ได้เป็นทนายปีศาจหิวแสง ถ้าตนไม่มีแสง นักข่าวคงไม่เยอะขนาดนี้ อย่างน้อยตนก็เคยทำความดีมา ระยะเวลากว่า 1 ปีที่หายไป ก็ยังไม่ลืมกัน ขอบคุณมากครับ"