"ปานเทพ" พา 2 พยาน บริษัท ปีเตอร์วิชั่น แถลงโต้ทนายตั้มกล่าวหาฮั้วประมูล AOT - เอี่ยวคดีเจ๊อ้อย เตรียมร้องศาลถอนประกันทนายตั้ม
วันนี้ 22 มิถุนายน 69 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้พาคุณพจมาน หรือ มี่ และ คุณเขมวัฒน์ หรือ ปีเตอร์ 2 สามีภรรยาที่เป็นพยานคดีของทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด
โดยทั้งคู่ ไม่เคยเปิดเผยตัวมาก่อน แต่เพราะ
การถูกพาดพิงจึงต้องแถลง เพราะกระทบทำให้เสียหาย โดยปีเตอร์ เป็นโปรแกรมเมอร์ เป็นเจ้าของบริษัททำแอปพลิเคชั่นหวยออนไลน์ ส่วน มี่ เป็นภรรยาปีเตอร์ ซึ่งทั้งคู่เกี่ยวข้องทั้งคนเขียนแอปหวย ได้รับงานก่อสร้าง 154 ล้านบาท เกี่ยวข้องค่าการออกแบบสร้างโรงแรม 9 ล้านบาท และเกี่ยวข้องกับเรื่องเงิน 39 ล้าน และมีแชทสำคัญในวันเบิกเงิน
และท้ายสุดกลับถูกกล่าวหาว่า ถูกใส่ร้ายว่าฮั้วประมูลงานภาครัฐ รับเงินจากบ้านพระอาทิตย์
โดยการแถลงวันนี้ทั้งมี่ และปีเตอร์ มีการนำแชทข้อความ คลิปเสียง ภาพ และหลักฐานมีชี้แจง โดยบอกว่าที่ผ่านมาไม่เคยออกสี่อ เพราะตนอยู่ในการคุ้มครองพยาน
ทั้งคู่ชี้แจงประเด็นเรื่องเงิน 71 ล้านบาท โดยเริ่มจากที่ปีเตอร์ เป็นเจ้าของบริษัทปีเตอร์วิชั่น และเป็นคนทำแอปพลิเคชันนาคี ซึ่งเป็นหวยออนไลน์ โดยยืนยันว่า ตนทำ 1 ปี และทำสำเร็จใช้งานได้ แต่ในเวลาต่อมา เริ่มมีการจับกุมเรื่องแอปหวยอื่น ตนเองจึงกังวลเรื่องข้อกฎหมาย จึงได้ไปปรึกษาทนายตั้ม และบอกว่า จะหานายทุนมาร่วมทำด้วย ตนจึงรอ ก่อนเรียกตัวเองเข้าไปคุยเรื่องค่าใช้จ่ายของแอป ซึ่งต้นทุนของแอปอยู่ที่ 16-20 ล้านบาท
ต่อมา ทนายตั้ม เป็นคนบอกว่าให้ทำใบเสนอราคาให้พี่อ้อย ให้ทำใบเสนอราคา 2 ล้านยูโร หรือ 71 ล้านบาท เลยทำสัญญาไป ซึ่งทั้งคู่ย้ำว่า ไม่เคยเจอหน้าพี่อ้อยเลย ทุกครั้งจะทำผ่านทนายตั้ม
นอกจากนี้ ยังเปิดแชตไลน์ที่คุยกับทนายตั้ม โดยมี่ถามทนายตั้มว่า “พี่อ้อย เขาเชื่อใช่ไหม ว่าแอป 2 ล้านยูโรจริง“ ตั้มบอกว่าใช่
ก่อนจะทำสัญญาจ้าง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้คุยกับพี่อ้อยมาก่อน ทุกอย่างแม้การทำสัญญาจะทำผ่านทนายตั้ม รวมถึงเอกสารสัญญาจ้างที่ทำให้เจ๊อ้อยเซ็น ก็ไม่เคยได้ลายเซ็นของเจ๊อ้อยกลับมามีเพียงแค่ลายเซ็นของตนที่เซ็นส่งไปให้ก่อน รวมถึงทนายตั้มขอไฟล์สำหรับแก้ไขได้ ให้ส่งกลับมา จึงตั้งข้อสังเกตว่า จะเอาไฟล์สำหรับแก้ไขไปทำอะไร
ต่อมาทนายตั้มแจ้งว่าจะมีเงินโอนเข้าบัญชีบริษัท 71 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าไม่มี ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทนายตั้มจะแจ้งว่า ลูกค้าขอเลิกสัญญาเพราะเป็นห่วงเรื่องข้อกฎหมาย แต่ท้ายที่สุดรู้ข้อมูลว่าทนายตั้มให้เจ๊อ้อยโอนเงิน 71 ล้านบาทเข้าบัญชีส่วนตัวของทนายตั้ม
ก่อนที่ในวันรุ่งขึ้น จึงได้ไปลงบันทึกประจำวัน สภ.แก่งคอย จ.สระบุรี เอาไว้เป็นหลักฐาน ว่าได้รับการว่าจ้างจากเจ๊อ้อย แต่ยังไม่ได้ค่าจ้าง
ต่อมา ทนายตั้มได้ส่งภาพแอปนาคีสีเขียว ส่งมาให้ตน และบอกว่าให้ส่งอันนี้ให้เจ๊อ้อยแทน จะได้ส่งมอบงานได้ตรงตามสัญญา แต่ตนเองปฏิเสธไป จึงไม่ทราบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ทนายตั้มโกรธแค้นตนเองหรือไม่ ซึ่งในช่วงนี้ได้มีการเปิดคลิปเสียงที่ทนายตั้มได้โทรมาหามี่
หลังจากที่ไม่ได้งานนี้ ทนายตั้มก็มีการเสนออีกงานหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการสร้างโรงแรมให้เจ๊อ้อยในราคา 154 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของค่าแบบ 9 ล้านบาท
โดยเงิน ถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัท ก่อนที่ทนายตั้ม จะให้กดเป็นเงินสดออกมาจำนวน9 ล้านบาท เพื่อไปส่งมอบให้ที่บริเวณศาลสมุทรสาคร โดยตนเองได้ถ่ายรูปปีเตอร์กับเงินสดเก้าล้านบาทเอาไว้เพื่อเป็นหลักฐาน และปักหมุดโลเคชั่นภาพว่าถ่ายหน้าศาล
ซึ่งได้มีการแบ่งเงินจำนวน 1ล้านบาทให้กับภรรยาทนายตั้ม และส่วนที่เหลือก็เอาไปเก็บไว้ที่บ้านทนายตั้ม แต่ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 67 เจ๊อ้อยส่งหนังสือยกเลิกสัญญาก่อสร้าง จึงปรึกษาทนายตั้ม ก่อนที่ ทนายตั้มจะแนะนำว่าให้ร่างสัญญาฟ้องกลับเจ๊อ้อย เพื่อที่จะนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ตนเองไม่ทำ
ส่วนคดีฉ้อโกง 39 ล้านบาท ของนุ กับ สา 2 สามีภรรยา ตนเองไปเกี่ยวพันเพราะว่าตนเองเป็นพนักงานธนาคาร เลยมีการอธิบายแนะนำเรื่องของการถอนเงินจำนวนมาก ว่าสามารถเบิกได้แต่ต้องแจ้งทางธนาคาร ก่อนรวมถึงต้องแจ้งทาง ปปง. ซึ่งตนเองไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงแต่กลับถูกโยง
ส่วนกรณีที่ตนเองถูกกล่าวหาว่ามีการฮั้วประมูลโครงการภาครัฐ ของ AOT เพื่อแลกกับการไปเป็นพยานในคดี รวมถึงได้เงินสดจากเจ๊อ้อยอีกหนึ่งล้านบาท ทั้งคู่ชี้แจงว่า ตนเองมีการเข้าไปทำการอีบิดดิ้งตามขั้นตอนปกติ และไม่เคยได้เลยซักงาน
ส่วนที่ ไปขึ้นเบิกความในชั้นศาล ว่ามีการได้งานของ AOT จำนวน 60 ล้านบาทนั้น บอกว่าตัวเองไม่ใช่ตนเองไม่ใช่เป็นผู้ประมูลโครงการดังกล่าว แต่เป็นเพียงกิจการร่วมค้า ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ส่วนเรื่องเงินสดหนึ่งล้านบาท ที่กล่าวหาว่าตนเองได้รับเงินจากเจ๊อ้อย จากการไปเป็นพยานให้ รวมถึงได้งานจากเจ๊อ้อยอีก 2.7 ล้านบาท ยืนยันว่าเป็นเงินจากการขายเสา ที่ตนเองสั่งซื้อมาแล้วเพื่อเตรียมก่อสร้างโรงแรม แต่ถูกเจ๊อ้อยยกเลิกงานก่อน
ส่วนเรื่องฮั้วประมูลที่มีการโยงรองนายกรัฐมนตรีนั้น ในเรื่องนี้คุณมี่ ได้เปิดเผยว่าหมายถึง “คุณอาธรรมนัส” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่ารู้จักกันจริง เนื่องจากตนเองเป็นผู้ประกอบการส่งออกผลไม้แปรรูป เช่น ทุเรียน ส้มโอ มะม่วง และคุณอาธรรมรัตน์ก็ให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี ประมูลและแนะนำให้ไปประมูลงานของกระทรวงเกษตร ซึ่งตนเองยื่นประมูลไปสองงาน แต่ไม่ได้สักงาน จึงไม่ใช่การฮั้วประมูลทางการเมืองตามที่ถูกบิดเบือน
ส่วนที่ทนายตั้มจะไปแจ้งความตนเองเรื่องฉ้อโกงเหรียญดิจิทัลนั้น การทำบอกว่า เป็นการทำโปรเจกต์เกมออนไลน์ และเหรียญดิจิทัล จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาทนายตั้ม โดยทนายตั้มสนใจและมีการโอนเงินลงทุน 1,000,000 บาท ในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัท โดยจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเงินดิจิทัลมูลค่าหลายล้านบาท และยังตกลงเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ขึ้น Billboard โฆษณาให้กับโปรเจกต์นี้ด้วย จึงไม่ทราบว่าทำไมจึงเอาเรื่องนี้มาโจมตี ยืนยันว่าโครงการดังกล่าว มีการพัฒนาระบบ มีตัวละคร มีแผนงานรองรับชัดเจน ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่หรือการฉ้อโกงตามที่ถูกพาดพิง อย่าบิดคดีแพ่งเป็นคดีอาญา
ส่วนเรื่องที่มีการพาดพิงคนในบ้านพระอาทิตย์ รวมถึงอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี รวมถึงการมีแชตยืนยันว่าทางฝั่งของพยานมีการเจอกับอดีต ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. ในขณะนั้น โดยคุณมี่ยอมรับว่าเจอกันที่บ้านพระอาทิตย์จริง แต่ในดังกล่าวเจอเพียงอดีตผบ. ตร. ใส่ขาสั้น สวมรองเท้าแตะ แล้วถือถุงเป็ดพะโล้มาวางไว้ที่บ้านพระอาทิตย์เฉยๆ แล้วเดินออกไป ไม่ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับคดีความเลย ส่วนเรื่องอดีต รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่าไม่เจอและไม่รู้จัก
ขณะที่คุณอัจฉรา แสงขาว ทนายความ ของเจ๊อ้อย บอกว่า หลังจากนี้ทางทีมทนายได้มีการรวบรวมและถอดเทปคำสัมภาษณ์ของทนายตั้ม และจะดำเนินการไปยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอเพิกถอนการประกันตัวทนายตั้มภายในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้ ยังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับทนายตั้ม หากมีการพาดพิงมาถึงบ้านพระอาทิตย์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยจะให้นักโทษต่อจากคดี ที่ศาลจังหวัดนครพนม ที่ทนายตั้มมีคดีอยู่
โดยในช่วงท้ายระบุ พยานทั้งสองคน กล่าวด้วยความอัดอั้นตันใจว่า ตนเองเป็นเพียงคนธรรมดา หากินสุจริต แต่กลับถูกทนายคู่กรณี ซักฟอกบีบคั้นในชั้นศาล หนักยิ่งกว่าทนายปีศาจ เป็นทนายปีศาจมีแสง และยังนำเรื่องราวความขัดแย้งในครอบครัวมาประจานในชั้นศาล และหลังจากนี้ตนไม่อยากติดบ่วง ในวงจรและสมการนี้แล้ว ขอไปใช้ชีวิตทำมาหากิน














