สนง.เขตสัมพันธวงศ์ เตรียมประสานผู้เช่าให้ย้ายสิ่งของสัมภาระจำนวนมากออกจากชั้น 2 เพื่อลดน้ำหนักโครงสร้าง พร้อมเร่งค้ำยันกันสาดส่วนที่ยังไม่ร่วงหล่น

วันที่ 21 มิ.ย. 2569 ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา สำนักงานสัมพันธวงศ์ โดยนางสาวชัญญาภัค ชำนิกล้า ผช.ผอ.เขตสัมพันธวงศ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธา กทม. พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาคาร จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุกันสาดอาคารพาณิชย์ถล่ม บริเวณใกล้วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ถนนพระราม 4 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยได้เข้าตรวจสอบภายในทั้งบริเวณชั้น 1 และชั้น 2 ของอาคารเพื่อดูความแข็งแรงของโครงสร้าง และจุดที่กันสาดถล่มลงมา เพื่อดูสาเหตุในเบื้องต้น และดูความมั่นคงแข็งแรงของอาคาร

นายอิทธิพล พสิษฐ์โยธิน ประธานกรรมการกฎหมายและจรรยาบรรณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ บอกภายหลังเข้าตรวจสอบว่า การตรวจสอบในเบื้องต้นที่เข้าไปดูประมาณ 3-4คูหาที่เกิดเหตุ และได้ขึ้นไปตรงระเบียงกันสาดหลังที่ 3 พบว่า โครงสร้างอาคารเป็นการ ’ก่ออิฐถือปูน’ เพราะอาคารนี้มีอายุมากกว่า50ปี ส่วนระบบคานเป็นแบบไม้ และกันสาดที่ถล่มเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งโครงสร้างอาคารที่ชำรุดเสื่อมโทรมไป ก็ทำให้ความสามารถในการรับแรงก็น้อยลงไป พอเอียงในระดับหนึ่งก็จะพังลงมา และเท่าที่มาตรวจสอบและดูด้วยตา เบื้องต้นนั้นจะต้องทำให้พื้นที่อยู่ในเกณฑ์ความปลอดภัย เพื่อรอทำการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ปิดการใช้อาคารไปก่อน ส่วนโครงสร้างกันสาดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบและร่วงหล่นลงมาแต่ยังไม่ถล่มก็จะต้องคำยันชั่วคราวไว้ก่อน

ส่วนอาคารลักษณะนี้จะมีอายุการใช้งานได้นายแค่ไหนนั้น นายอิทธิพล มองว่า ขึ้นอยู่กับการดูแลและการใช้งาน ซึ่งผู้ใช้อาคารที่เป็นอาคารพาณิชย์ ก็มักจะมีการเก็บของในปริมาณมาก แต่ถ้าตัวอาคารที่เป็นพื้นไม้ หากจะถล่มมักจะมีสัญญาเตือน ทั้งนี้มองว่า อาคารที่ดีต้องมีกำลังในการรองรับน้ำหนักได้ดี และมีวัสดุที่ดี รวมถึงรูปทรงของโครงสร้างต้องดี

ส่วนอาคารลักษณะนี้จะมีอายุการใช้งานได้นายแค่ไหนนั้น นายอิทธิพล มองว่า ขึ้นอยู่กับการการดูแลและการใช้งาน ซึ่งผู้ใช้อาคารที่เป็นอาคารพาณิชย์ ก็มักจะมีการเก็บของในปริมาณมาก แต่ถ้าตัวอาคารที่เป็นพื้นไม้ หากจะถล่มมักจะมีสัญญาเตือน ทั้งนี้มองว่า อาคารที่ดีต้องมีกำลังในการรองรับน้ำหนักได้ดี และมีวัสดุที่ดี รวมถึงรูปทรงของโครงสร้างต้องดี

สำหรับสาเหตุที่กันสาดถล่มลงมานั้น เบื้องต้นประเมินว่า ตัวกันสาดที่ถล่มลงมามีลักษณะเป็นคอนกรีต ซึ่งอยู่คนละส่วนกับหลังคาที่เป็นไม้ “กันสาดอยู่นอกอาคาร มักจะโดนแดดโดนฝน รวมถึงถึงตัวสำคัญในการรับแรงคือเหล็ก ดังนั้นหากใช้ไปนานวันคอนกรีตก็มีรอยแตก และมีความชื้นเข้าไป ทำให้ความสามารถของเหล็กในการรับแรงดึงเมื่อเจอความชื้นก็ลดลง และ ภาวะการเสื่อมไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่เป็นลักษณะค่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ” ดังนั้นผู้ใช้อาคารก็ควรสังเกตและแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบด้วย มองว่า หลังจากนี้ทางเขตควรจะเข้าสำรวจอาคารในลักษณะนี้ที่มีความใกล้เคียงกันด้วย

ส่วนอาคารทั้งหมดจะต้องถึงขั้นรื้อถอนเลยหรือไม่นั้น นายอิทธิพล บอกว่า เท่าที่ดูส่วนที่ถล่มเป็นกันสาดด้านหน้า ส่วนผนังและพื้นภายในยังคงใช้งานได้ แต่ต้องงดใช้อาคารไว้ก่อน

และนายอิทธิพล ยังให้ข้อเสนอแนะกับอาคารในลักษณะเดียวกันด้วยว่า กทม.ควรจะรื้อถอนกันสาดเดิมที่เป็นคอนกรีตออก เพราะไม่กระทบกับโครงสร้างหลักของอาคาร และให้เปลี่ยนมาใช้กันสาดโครงเหล็กหลังคาเมทัลชีสแทน โดยเฉพาะส่วนที่ยื่นออกมาบนทางเท้าเพราะเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักพูด

ส่วนกรณีที่ชาวบ้านสะท้อนว่า ที่ผ่านมามีการซ่อมแค่กันสาดของตัวเองแบบชั่วคราว หากจะดำเนินการปรับปรุงทั้งหมด จะต้องประสานกับผู้เช่าหลังอื่นด้วยนั้น นางสาวชัญญาภัค ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ บอกว่า เท่าที่พูดคุยกับชาวบ้านเขาจะรวมตัวกันยื่นเรื่องต่อสำนักงานเขตเพื่อขอซ่อมแซมกันสาด แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ของวัดไตรมิตรฯ ก็จะต้องให้ทำตามขั้นตอน

โดยระหว่างรอดำเนินการซ่อมแซม ทางสำนักงานเขตจะออกประกาศเพื่อแจ้งวิธีปฏิบัติและจะให้นายตรวจ เข้ามาดำเนินการตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องหากจุดไหนมีความเสี่ยงก็จะทำหนังสือถึงเจ้าบ้านเพื่อให้ซ่อมแซมปรับปรุง

ทั้งนี้ ทางกรุงเทพมหานคร ได้มีการสั่งการมาก่อนหน้านี้เพื่อให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบอาคารที่มีกันสาด โดยทางสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ก็ได้ส่งนายตรวจออกตรวจหากตรงไหนมีจุดเสี่ยงก็จะทำหนังสือถึงเจ้าของอาคารให้ทำการปรับปรุง รวมถึงทางปลัดกรุงเทพมหานครได้ให้ร่วมกับ วสท.ในการจัดทำแผนเพื่อลงพื้นที่ปูพรม เหมือนตอนดำเนินการตรวจสอบอาคารเพื่อแยกกลุ่มเสี่ยง และเข้าดำเนินการแก้ไข

ขณะที่ตัวแทนสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ลงพื้นที่ตรวจตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ให้ข้อมูลว่า ที่ดินรวมถึงอาคารที่เกิดเหตุ และอาคารข้างเคียง รวม 13 คูหา เป็นพื้นที่ของวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ภายใต้การดูแลของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งผู้พักอาศัยภายในทั้ง 13 คูหามีสถานะเป็นผู้เช่า โดยหลังจากนี้จะกลับไปหารือถึงแนวทางการปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต