"ปานเทพ-อัจฉริยะ" ยื่นเอกสารหลักฐานชุดใหม่ให้ "ดีเอสไอ" ก่อนสรุปปิดคดี "แตงโม นิดา" ชี้พบพิรุธภาพถ่าย วงจรปิด ข้อมูล GPS เรือ
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม นิดา” หลังหารือกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ก่อนสรุปปิดคดีตรวจสอบโค้งสุดท้าย ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบิดเบือนข้อเท็จจริงในคดีตามความผิด ม.157 จริงหรือไม่
นายปานเทพ ระบุว่า มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินในฐานะนิติบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แตงโม นายอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร้องโดยตรง หลังจากถูกตำรวจฟ้องอย่างน้อย 3 คดี และยกฟ้องทั้งหมดในศาลชั้นต้น จากคดีเหล่านั้นทำให้ได้เบาะแสการนำสืบทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย และสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลายประการ ทำให้รู้ว่าแตงโมไม่ได้ตกเรือ แตงโมไม่ได้อยู่บนเรือ และไม่ได้โดนใบพัดเรือจนทำให้เสียชีวิต
นอกจากนี้ การได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แตงโม ทำให้ยังพบว่ายังไม่มีใครเข้าถึงเอกสารในสำนวนหลักได้ รวมถึงไฟล์ภาพ วิดีโอและภาพถ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ในสำนวน ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่ามีการบิดเบือนคดีความ

โดยจากการยืนยันเรื่องของวิดีโอตำแหน่งและการตัดต่อภาพ สิ่งที่เราสรุปในฐานะภาคประชาชนและได้ส่งมอบให้กับดีเอสไอเพื่อบอกว่าแต่งแตงโมไม่ได้ตกเรือ และแตงโมไม่ได้อยู่บนเรือในเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่สุด เพราะจากการตรวจสอบ ในเวลา 20.36 น. เป็นต้นไป ไม่ปรากฏรูปแตงโม ทำให้เราเชื่อได้ว่าแตงโมหายไปตั้งแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นไป
อีกทั้งยังพบเบาะแสสำคัญจากสะพานซังฮี้ขาไปในเวลาประมาณ 21.51 น. พบว่าขณะนี้นับคนบนเรือได้ 5 คน และเวลา 21.54 น. ตั้งแต่วินาที 42 – 44 มีภาพเงาเห็นคนบนเรือครบ 6 คน ก่อนจะถึงสะพานพระราม 8 ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ามีภาพตัดต่อคู่กับนางสาวอิจศรินทร์ หรือ “กระติก”
โดยไม่มีภาพเดี่ยวของแตงโมเลย รวมไปถึงบริเวณที่มีภาพกระติกกับแสงเวลา 22.06 น. กล้องวงจรปิดไม่มี มีแต่ภาพถ่ายทางโทรศัพท์และจากการตรวจสอบ GPS เรือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาขากลับเลยสะพานพระราม 8 ภาพชุดนี้อ้างว่าแตงโมเป็นคนถ่ายภาพ แต่สิ่งที่น่าสนใจมีภาพกระติกเดี่ยวโผล่ขึ้นมา 1 ภาพในเวลา 22.13 น. แต่ความจริงภาพนี้ถ่ายเวลา 21.57 น. มันไม่สอดรับกัน แต่เราตรวจสอบแล้วเป็นภาพขาไปไม่ใช่ขากล่าว อีกจุดเป็นภาพที่ผ่านสะพานพระราม 8 เป็นปกติ ส่วนขากลับใต้สะพานซังฮี้ จากการตรวจสอบการนับคนบนเรือเหลือเพียง 5 คนบนเรือเท่านั้น ซึ่งในเวลานี้จะเห็นได้ว่าในเวลาจริงที่เลยจุดผ่านสะพานพระราม 8 ไปแล้วเป็นเวลา 22.11 น. ทำให้ภาพกระติกเดี่ยวที่ถูกใช้ภาพในรายการดังรายการหนึ่งครั้งแรก และไม่อ้างตำแหน่ง แต่ละระบบเวลา เป็นตำแหน่ง 22.13 น. ปรากฏเวลาขัดแย้งกัน เพราะถ้าผ่านสะพานครั้งนี้ไปแล้ว ถ่ายภาพข้างหลังเป็นสะพานพระราม 8 ไม่ได้ ดังนั้นจึงมีการปรับแก้เวลาการแถลงข่าวของตำรวจ รวมถึงการปรับแก้เวลาที่สอดรับกับ GPS เรือ
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบภาพจากกล้องบริเวณจุดท่าเรือพูลพิพัฒน์ในเวลา 22.13 น. ซึ่งแม้แผ่นบันทึกภาพต้นฉบับจะชำรุด แต่ภาพดังกล่าวเคยถูกนำมาใช้ในคดีอื่นก่อนหน้านี้ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าบนเรือเหลือบุคคลเพียง 5 คน เช่นเดียวกับภาพในช่วงก่อนหน้า
ส่วนกรณีภาพเวลา 22.34 น. 10 วินาที ที่มีการอ้างว่าเป็นช่วงที่แตงโมตกจากเรือนั้น นายปานเทพ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ของนายเอกราช นามโภคิน และพยานผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ พบว่าเป็นเพียงเงาวัตถุที่ลอยขึ้น ไม่ใช่ภาพบุคคลตกน้ำ จึงไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่าแตงโมตกเรือในช่วงเวลาดังกล่าว
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดเห็นชัดว่าภาพสำคัญมีการตัดต่อคือช่วงเวลาที่ 21.56 น. เพื่อทำให้เห็นเสมือนว่าแตงโมยังมีชีวิต
นายปานเทพ กล่าวว่า เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ทั้งภาพถ่าย กล้องวงจรปิด และข้อมูล GPS ทำให้คณะทำงานสรุปในเบื้องต้นว่า หลังผ่านสะพานซังฮี้แล้วไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่ามีแตงโมอยู่บนเรือ
สำหรับการจัดทำความเห็นเพิ่มเติมในคดีครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย อาทิ นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์, นายเอกราช นามโภคิน , นายคมสัน โพธิ์คง , ทนายความในคณะทำงาน และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคน ซึ่งใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลต่อเนื่องหลายเดือน รวมถึงทำงานติดต่อกันจนถึงช่วงตี 3 ที่ผ่านมา ก่อนนำเอกสารมายื่นในวันนี้

นายปานเทพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้คณะทำงานยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบาดแผลบริเวณขาของแตงโม โดยเฉพาะบริเวณข้อพับขวา ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงลึกหลายจุด รวมถึงรอยช้ำที่หัวเข่าทั้งสองข้าง โดยเห็นว่าลักษณะบาดแผลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการเกิดจากใบพัดเรือเพียงอย่างเดียว และไม่สอดคล้องกับเหตุพลัดตกเรือตามที่เคยมีการสรุปไว้
ทั้งนี้คณะทำงานได้รวบรวมเอกสารความเห็นเพิ่มเติมจำนวนกว่า 1,300 หน้า พร้อมเอกสารอ้างอิงด้านนิติเวชและกระบวนการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาชีพ เพื่อส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ใช้ประกอบการพิจารณาในคดีต่อไป
ด้านนายอัจฉริยะ ระบุว่า จากการติดตามคดีพบว่าคำให้การของบุคคลบนเรือและเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วน มีความแตกต่างกันทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดี โดยเฉพาะประเด็นช่วงเวลาที่แตงโมตกเรือ ซึ่งมีการให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ทั้งช่วงเวลา 21.00 น. 22.00 น. และ 22.34 น.
นายอัจฉริยะ ยังกล่าวว่า ตนได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลบนเรือ 2 ราย ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนนทบุรี ในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพยานหลักฐาน โดยล่าสุดมีการออกหมายเรียกให้ทั้งสองรายเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พร้อมยืนยันว่าตนยังเชื่อว่าแตงโมถูกฆาตกรรม และคาดว่า DSI จะมีข้อสรุปเกี่ยวกับคดีภายในสิ้นเดือนนี้
นอกจากนี้นายอัจฉริยะ ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเอกสารการเคลื่อนย้ายศพของแตงโมในวันเกิดเหตุ โดยระบุว่า พบความไม่สอดคล้องของช่วงเวลาที่ปรากฏในเอกสารบางส่วน ซึ่งเห็นว่าควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม รวมถึงตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการนำพยานผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับบาดแผลในคดีดังกล่าว
อีกประเด็นที่นายอัจฉริยะ ตั้งข้อสังเกต คือการย้ายศพ ในวันเสียชีวิตของแตงโม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ตนเองไม่เข้าใจว่าทำไมจึงระบุ เวลาในเอกสาร เคลื่อนย้ายศพจาก สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มาที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เป็นช่วง 14.00 น. เพราะทราบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่พบศพแตงโม
โดยตนเองทราบข้อมูลว่าพบศพในช่วงบ่ายก่อนที่จะส่งไปสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และนำส่งไปที่โรงพยาบาลตำรวจ เวลา 17.00 น. แต่การระบุเวลาในเอกสารกลับบอกว่าศพมาถึงเวลา 14.00 น. นอกจากนี้ยังมองว่าการนำเจ้าหน้าที่สังกัดกรมเจ้าท่าไปเบิกความเกี่ยวกับบาดแผลของแตงโม แทนที่การนำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปเบิกความ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครหรือที่ไหนในโลกทำกัน

















