รวบแล้วแก๊งคนร้าย ฆ่าหนุ่มสักมังกรใส่กุญแจมือไพล่หลัง ทิ้งศพในป่าแก่งคอย แลกค่าจ้าง 120,000 บาท

ความคืบหน้าพบศพชายสักลายมังกร ที่คางซ้าย-ขวา มีร่องรอยสักเป็นตัวอักษรว่า "เรือนเพ็ญ-สารเลว รุ่น 1" ที่ข้อมือถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง ทิ้งศพในร่องน้ำเชิงเขาริมถนนสาย ทับกวาง-สุสานฮูลิน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุน 4 ปลอกตกอยู่ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ก่อนจะทราบชื่อ ผู้เสียชีวิต คือ นายเล็ก อายุ 41 ปี อาศัยในพื้นที่กลางดง และ ปากช่อง 2 พื้นที่

เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน เร่งคลี่คลายคดี พร้อมทั้งติดตามหาผู้ก่อเหตุ แกะรอยกล้องวงจรปิดโดยรอบพื้นที่พบศพ และ ที่อยู่ของผู้เสียชีวิต

กระทั่ง ตำรวจชุดสืบสวนภาค 1 ชุดสอบสวน ภ.จว.สระบุรี และ เจ้าชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค3 ชุดสืบสวน สภ.แก่งคอย นำหมายศาลเข้าจับกุมผู้ก่อเหตุ โดยจับกุมตัว พ.อ.อ.สุทธิพงษ์ (จ่าหลง)อายุ 63 ปี อดีตทหารอากาศ เป็นคนแรก ก่อนจะนำกำลังเข้าจับกุม นายณัฐ อายุ 42 ปี และนายกฤษณะ อายุ 33 ปี ภายในห้องเช่า พื้นที่แก่งคอย พร้อมยึดรถยนต์สีเทา 1 คัน

ส่วนผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 คน คือ นายเศรษวุฒิ อายุ 25 ปี เข้ามอบตัวภายหลัง

ข้อมูลจากชุดสืบสวนเบื้องต้นทราบว่า พ.อ.อ.สุทธิพงษ์ และนายณัฐ เป็นพ่อลูกกัน ส่วนนายเศรษวุฒิ เป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้นำเงินค่าจ้างทำงานมาจ่ายให้กับ กลุ่มผู้ก่อเหตุ แต่ยังให้การแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ระบุถึง ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นผู้สั่งการแต่อย่างใด และที่นายเศรษฐวุฒิ จำต้องเดินทางเข้ามอบตัวนั้น เพราะมีหมายจับศาลสระบุรีและถูกกดดันจากชุดจับกุม

ด้าน พ.ต.อ.ปกรณ์ นามศรี ผกก.สภ.แก่งคอย เผยว่า ผู้ก่อเหตุทั้ง 3 ยอมรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันก่อเหตุลวง นายเล็ก มาฆ่ายังป่าแก่งคอย โดยมีนายเศรษฐวุฒิ เป็นผู้รับงานติดต่อว่าจ้างเป็นเงิน 12,000 บาท ส่วนนายเศรษฐวุฒิ ยอมรับว่า ตนเองถูกติดต่อว่าจ้างมาจากนายจ้างอีกทอดหนึ่ง แต่ยังไม่ระบุว่าเป็นใคร ซึ่งทางเจ้าหน้าทีจะต้องขยายผลติดตาม จับกุมผู้ว่าจ้างมาดำเนินคดีต่อไป

ทางด้านนางสาวเอ (นามสมมติ) ลูกสาวจ่าหลง เผยว่า วันนี้ตนได้มาเยี่ยมพ่อ และพี่ชาย ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบมาก่อนว่าพ่อไปก่อเหตุยิงคนตาย ซึ่งทางพ่อก็เพิ่งมาบอกตน และตนก็ไม่รู้ว่าสาเหตุจากเรื่องอะไร ซึ่งตนก็เพิ่งรู้จากปากพ่อว่าไปทำอะไรมา ก็ตอนที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยบอกว่าได้ร่วมกับเพื่อนไปยิงคนตายมา ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าไปกับใครมาบ้าง ซึ่งหลังจากเกิดเหตุและเห็นข่าว ได้บอกพ่อว่ามีเหตุฆ่ากันตายที่ทับกวาง พ่อยังถามตนว่าไปได้ข่าวมาจากไหน ซึ่งตนก็บอกว่าเห็นจากข่าว ซึ่งพ่อก็ยังขอให้ตนส่งข่าวให้ดู และตนก็ส่งไปให้ดู กระทั่งมาทราบอีกทีว่าพ่อไปก่อเหตุมา ก็เพราะว่าพ่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายศาลเข้าควบคุมตัว และพ่อก็ยอมรับกับตนว่าได้ไปร่วมกับเพื่อนก่อเหตุมา โดยได้ค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 120,000 บาท โดยแบ่งกัน 3 หรือ 4 คน ซึ่งเห็นพ่อพูดว่าได้คนละ 40,000 บาท ตนเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ซึ่งพ่อก็บอกว่าพ่อไม่ได้เป็นคนยิง ซึ่งพ่อ และพี่ชายก็ไม่ได้รู้จักกับคนตาย แต่ไม่รู้ว่าไปมีส่วนร่วมก่อเหตุกันอย่างไร

ด้านนางสาวเจนจิรา (ขอสงวนนามสกุล)ภรรยานายกฤษณะ ผู้ร่วมก่อเหตุ เผยว่าหลังเกิดเหตุก็เห็นสามีทำตัวปกติ ส่วนเงินที่ได้รับส่วนแบ่งจากการก่อเหตุก็ไม่เคยเห็น ตนเองกก็ใช้ชีวิตปกติมีกินบ้าง ไม่มีกินบ้าง มีใครมาจ้างไปทำงานก็ไป เนื่องจากว่ามีอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งตนเองรู้แค่ว่าสามีออกจากบ้านไปตนเองก็คิดว่าไปขับรถรับจ้าง ไม่คิดว่าสามีจะไปก่อเหตุที่มันเลวร้ายอะไรขนาดนี้