จากสมรภูมิสู่แหล่งเที่ยว! "กัน จอมพลัง" - ทหารแนวหน้า พลิกฟื้นภูมะเขือ รีโนเวทถ้ำที่เขมรสร้าง เป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ ลั่นพื้นที่ตรงนี้เขมรหมดสิทธิ์รุกคืบ พร้อมวอนรัฐเทงบหนุนบังเกอร์แนวหน้าจุดเสี่ยง ย้ำ "ชีวิตทหารคุ้มกว่าเงินแสน"
ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ล่าสุดวันนี้ 14 มิ.ย. 69 ได้จัดกิจกรรม ปั่นพิชิตภูมะเขือ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแรลลี่ ชมของดีศรีสะเกษ ขึ้นสู่ยอดภูมะเขืออีกด้วย
โดยครั้งนี้นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ "กัน จอมพลัง" ยังได้พาทีมข่าวลงพื้นที่บริเวณ "ภูมะเขือ" เพื่อระลึกถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งขณะลงพื้นที่กัน จอมพลัง ได้ร่วมถ่ายภาพและมอบเหรียญรางวัลให้กำลังใจผู้เข้าร่วมกิจกรรม และยังได้ชื่นชมทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเหน็ดเหนื่อยในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย
นอกจากนี้กัน จอมพลัง ยังได้พาชมสถานที่ที่ร่วมกันระหว่างมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ และทหารในการปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่ภูมะเขือ โดยมีการสร้างห้องน้ำจำนวน 10 ห้องเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งขณะนี้ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว รวมถึงการพลิกฟื้น "ถ้ำภูมะเขือ" ซึ่งในอดีตเคยเป็นถ้ำเก่าที่ทหารกัมพูชาขุดทิ้งไว้ อดีตนั้นมีสภาพคับแคบ ทรุดโทรม อันตราย และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน
"เรามารีโนเวทถ้ำนี้กันใหม่ วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดสำหรับเจ้าหน้าที่ และในอนาคตเมื่อสถานการณ์สงบ ไม่มีเหตุปะทะ พื้นที่ตรงนี้จะถูกผลักดันให้เป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์และสตอรี่ต่าง ๆ นึกภาพตั้งแต่วันที่เราสูญเสียภูมะเขือไป จนถึงวันเอากลับคืนมา โดยจะมีการติดตั้งจอแสดงผลตั้งแต่ทางเข้าถ้ำ เพื่อให้ลูกหลาน และนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้“ กัน จอมพลัง กล่าว
โดยปัจจุบัน การปรับปรุงถ้ำภูมะเขือมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% โดยกัน จอมพลัง ยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาต่อร่วมกับกองกำลังในพื้นที่ เพื่อให้ฐานปฏิบัติการแห่งนี้มีความพร้อมสูงสุด ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในอนาคต
เมื่อถูกถามถึงความกังวลว่าฝ่ายตรงข้ามจะพยายามรุกคืบกลับขึ้นมาบนภูมะเขืออีกหรือไม่ กัน จอมพลัง มองว่าตอนนี้ฝั่งของทหารกัมพูชาน่าจะหมดสิทธิ์แล้ว เพราะปัจจุบันแนวพิกัดของฝข่ายทหารไทยได้ขยับมาชิดขอบหน้าผา ซึ่งมีความสูงชันกว่า 100 เมตร ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ฐานของไทยอาจจะอยู่ห่างออกไป ทำให้มีช่องว่างให้อีกฝ่ายรุกคืบขึ้นมาได้ แต่การตรึงกำลังชิดขอบในวันนี้ ทำให้โอกาสที่จะขึ้นมาอีกนั้นยากมาก และมันใจว่าพื้นที่ตรงนี้จะอยู่คู่กับลูกหลานไทยตลอดไป
สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่เผชิญหน้าจุดอื่น ๆ เช่น บริเวณพลาญหิน 8 ก้อน ซึ่งเคยมีประวัติความตึงเครียดและมีการวางลวดหนามระบบพิกัดชนกันนั้น กัน จอมพลัง ยอมรับว่าเป็นห่วงเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติงานอยู่ริมชายแดน โดยที่ผ่านมาตนได้ลงไปสนับสนุนการสร้างบังเกอร์ที่มีความแข็งแรงในพื้นที่ดังกล่าวมาแล้วบางส่วน แต่ยังอยากฝากถึงผู้ใหญ่ให้เร่งอัดฉีดงบประมาณลงมาซัพพอร์ตอุปกรณ์ป้องกันตนเองของกำลังพลเพื่อความปลอดภัยด้วย
"เข้าใจครับว่าผู้ใหญ่ข้างบนอาจจะอยากให้บรรยากาศชายแดนมันดูซอฟต์ลง ดูดีขึ้น ทำให้ทหารหน้างานต้องใช้ความอดทนและแสดงความเป็นสุภาพบุรุษสูงมากในการเผชิญหน้า แต่ไม่ว่าแผนงานข้างบนจะเป็นอย่างไร ในฐานะคนหน้างาน สิ่งสำคัญที่สุดคือชีวิตของทหาร อะไรที่ทำแล้วปลอดภัย เทงบลงมาเลย สร้างบังเกอร์ 1 จุด 4-5 แสนบาท ถ้าปกป้องชีวิตทหารไทยได้คนหนึ่งมันเกินคุ้ม เพราะเวลาเราสูญเสียกำลังพลไปคนนึง มูลค่าความเสียหายมันมากกว่านั้นมาก อย่ารอให้เกิดเรื่องแล้วค่อยมาพัฒนา ตอนนี้ต้องเร่งทำเพื่อปกป้องคนของเราครับ" กัน จอมพลัง กล่าวทิ้งท้าย

















