บรรยากาศการท่องเที่ยวที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ กลับมาคึกคักอย่างเป็นพิเศษ หลังมีการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นชมโบราณสถานสำคัญอย่างปราสาทตาควาย และเนิน 350 โดยในสัปดาห์นี้มีประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เดินทางมารอขึ้นรถตั้งแต่เช้ามืด
ด้านนายพัฒนา พึ่งผล นายอำเภอพนมดงรัก เปิดเผยกับทีมข่าวออนไลน์ช่อง 8 ว่า กระแสตอบรับดีเกินคาด ซึ่งในสัปดาห์ที่ผอ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเฉลี่ยวันละ 1,500 คน ส่วนในวันนี้ 13 มิ.ย. 69 มียอดนักท่องเที่ยวทะลุไปกว่า 2,000 คน ซึ่งทางอำเภอพนมดงรัก ได้จัดรถโดยสารบริการจำนวน 25 คัน ที่โรงเรียนไทยสันติสุข เพื่ออำนวยความสะดวกและควบคุมการจราจร เนื่องจากด้านบนไม่มีพื้นที่รองรับสำหรับรถส่วนบุคคล

แต่ด้วยพื้นที่ท่องเที่ยวด้านบนเป็นเขตปะทะเก่า ยังคงมีกระสุนระเบิดตกค้างอยู่หลักร้อยลูก ทางอำเภอร่วมกับทหารจึงได้จัดกำลังพลกว่า 250 นาย คอยยืนกำกับเส้นทางและชี้แจงกฎความปลอดภัย 7-8 ข้ออย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินออกนอกเส้นทางที่กำหนด

ส่วนกระแสข่าวเรื่องความเคลื่อนไหวหรือการยั่วยุจากฝั่งตรงข้าม นายอำเภอพนมดงรักยืนยันว่า ในบริเวณรอบพื้นที่พนมดงรักไม่มีสถานการณ์ที่น่ากังวล ซึ่งทางฝ่ายความมั่นคงและทหารได้ประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดแล้วว่าปลอดภัย จึงอนุมัติให้เปิดท่องเที่ยวได้ พร้อมทั้งมีแผนเผชิญเหตุรองรับในการอพยพประชาชนอย่างรวดเร็วหากเกิดกรณีฉุกเฉิน จึงขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจและฟังหูไว้หูต่อกระแสข่าวในโลกโซเชียล

ทั้งนี้ การเปิดให้เข้าชมในรอบล่าสุดนี้จะเปิดถึงวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) เป็นวันสุดท้าย โดยจะปิดการเข้าชมด้านบนในเวลาประมาณ 15.00 - 16.00 น. เพื่อเคลียร์พื้นที่
สำหรับแนวโน้มในอนาคต ทางอำเภอพนมดงรัก ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏและการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ จัดทำแบบสำรวจความต้องการของประชาชน ในการเข้ามาท่องเที่ยวที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ก่อนจะทำเรื่องขออนุญาตจากกองกำลังสุรนารีในการเปิดเข้าชมเป็นรอบ ๆ ต่อไป ซึ่งคาดว่าครั้งถัดไปจะเปิดในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา และช่วงงานช้างจังหวัดสุรินทร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ทางลำบากแต่ใจสู้! “ช่อง 8” ตามรอย บุกสมรภูมิปราสาทตาควาย-เนิน 350 ดินแดนที่แลกด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อ นทท. ทะลักร่วมอาลัย 2 วีรบุรุษผู้ล่วงลับ
ต่อมาทีมข่าวออนไลน์ช่อง 8 ได้เดินทางตามเส้นทางท่องเที่ยวมาประมาณ 7 กิโลเมตร ก็ถึงจุดรับนักท่องเที่ยวก่อนขึ้นปราสาทตาควาย พบว่าทั้งจุดอำนวยการและรับนักท่องเที่ยว มีประชาชนขึ้นมาอย่างแน่น ซึ่งมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำตลอดเส้นทางการเข้าชมจุดต่างๆ

โดยในจุดแรก จะเป็นอนุสาวรีย์จ่าโก๊ะ ซึ่งจะอธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2554 พร้อมทั้งมีรายน้ำทหารกล้าที่สละชีพเพื่อชาติที่อนุสาวรีย์ด้วย จากนั้นทีมข่าวได้เดินขึ้นไปสักการะพระพุทธรูปประจำปราสาทตาควาย ก่อนจะเข้าไปยังตัวปราสาท ซึ่งทั้งสองข้างทางขณะเดินเข้าไปจะมีป้ายพร้อมกับลวดสลิงกั้นไว้ไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินออกนอกเส้นทางเพื่อความปลอดภัยเนื่องจากจุดดังกล่าวยังคงมีวัตถุระเบิดที่ตกค้างอยู่
จากการสังเกตตัวประสาทตาควาย ยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์คงรูปทรงของตัวประสาท แต่ก็ได้รับความเสียหายในหลายจุดจากการปะทะกันระหว่างไทยและกัมพูชาที่ผ่านมา โดยในจุดนี้จะมีนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่นำพวงมาลัยมาวางเพื่อสดุดีแก่ทหารกล้าพูดสละชีพเพื่อชาติ พร้อมมีป้ายระบุข้อความว่า “สุขเถิดปวงประชา ทหารกล้าจะคุ้มภัย“


จากนั้นทีมข่าวได้เดินไปต่อที่เนิน 350 ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวประสาทตาควายมากนัก แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นภูเขา ที่เป็นเนินสูงชันทำให้การเดินขึ้นไปนั้นค่อนข้างลำบาก สังเกตได้จาก ”น้องแม็ก กฤษฎากร ภูกาบเงิน“ ผู้สื่อข่าวออนไลน์ช่อง 8 ที่พยายามเดินขึ้นไปด้วยความยากลำบากพร้อมกับทีมงาน ซึ่งนอกจากเนินที่ต้องเผชิญแล้ว นักท่องเที่ยวยังต้องขึ้นบันไดกว่า148 ขั้น เพื่อขึ้นไปถึงเนิน 350 โดยบริเวณด้านบนขณะนี้กำลังก่อสร้างอนุสาวรีย์ทหารกล้าพร้อมสัญลักษณ์เนิน 350 ซึ่งใกล้เคียงกันมีป้ายของกองกำลังสุรนารีติดไว้ ทำให้นักท่องเที่ยวมาเขียนให้กำลังใจทหารเป็นจำนวนมาก บางคนระบุไว้ว่า “ ขอบคุณทหารทุกนายที่คอยปกป้องชายแดนบ้านเรา” “ขอสดุดีทหารกล้าทุกนาย” เป็นต้น

จากนั้นนักท่องเที่ยวยังได้เดินไปวางพวงมาลัยและดอกป๊อบปี้ เพื่อไว้อาลัยให้กับทหารกล้าที่สละชีพเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 คือ “จ่าเริง” จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ "น้องวุ้น" พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา 2 วีรบุรุษตาควาย
ตลอดเส้นทางการเข้าไปท่องเที่ยวยังสมรภูมิรบแห่งนี้ แม้เส้นทางจะยากลำบากแค่ไหนแต่นักท่องเที่ยวต่างสู้สุดใจ เพื่อไปเห็นดินแดนที่แลกด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของพี่น้องทหารไทย
"กราบด้วยหัวใจ!" นักท่องเที่ยวตื้นตันขอบคุณทหารกล้าผู้เสียสละ ทวงคืนผืนดินประวัติศาสตร์ ปราสาทตาควาย-เนิน 350
หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ นางดวงใจ อินทร์ชัย อายุ 40 ปี ชาวอำเภอสังขละ จังหวัดสุรินทร์ ได้เปิดเผยความรู้สึกด้วยความตื้นตันใจว่า ตนเองรู้สึกประทับใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ ในวันที่ผืนดินแห่งนี้ได้กลับคืนมาสู่พี่น้องชาวสุรินทร์และคนไทยทุกคน

"ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมาเห็นสถานที่จริง ปกติเคยเห็นปราสาทโบราณแห่งนี้แค่ในข่าว พอมาเห็นด้วยตาตัวเองยอมรับว่าสวยงามมาก ในฐานะคนในพื้นที่ รู้สึกตื้นเต้นและภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาจากหลากหลายที่ บางคนตั้งใจเดินทางไกลมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาสัมผัสบรรยากาศที่นี่" นางดวงใจ กล่าว

นอกจากนี้ นางดวงใจ ยังได้เป็นตัวแทนส่งกำลังใจและความระลึกถึงไปยังเจ้าหน้าที่ทหารทุกนาย โดยระบุว่า ขอขอบพระคุณและกราบด้วยหัวใจสำหรับพี่ๆ ทหารผู้เสียสละที่ล่วงลับไปแล้วในภารกิจทวงคืนผืนดินไทย รวมถึงขอส่งแรงใจให้ทหารทุกนายที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง อยู่ปกป้องอธิปไตยและดูแลความสงบเรียบร้อยให้กับประชาชนในพื้นที่ตรงนี้ต่อไป
พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยเดินทางมาท่องเที่ยว เพื่อชื่นชมความสว่างไสวของโบราณสถาน และมาร่วมสัมผัสบรรยากาศที่จะทำให้ทุกคนได้เห็นถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่อย่างแท้จริง














