สืบเนื่องจากนโยบายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์เกษตรกรไทยและปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างจริงจัง “สรวุฒิ เนื่องจำนงค์” เลขานุการ รมว.เกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” บูรณาการ 4 หน่วยงานหลักของกระทรวงเกษตรฯ คุมเข้มตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สกัดทุเรียนสวมสิทธิ์และสินค้าเกษตรเถื่อนตามแนวชายแดน พร้อมย้ำการใช้อำนาจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรทั้งระบบ

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดตั้งชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นเอกภาพ หลังพบว่าหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรเกี่ยวข้องกับหลายกฎหมายและหลายหน่วยงาน หากขาดการประสานงานจะทำให้การกำกับดูแลไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การดูแลเกษตรกร และการส่งเสริมภาคการเกษตรควบคู่กันไป

“พระพิรุณ” เป็นกลไกบูรณาการการทำงานของ 4 หน่วยงานหลักที่ถือกฎหมายต้นทางด้านการเกษตร ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีภารกิจและกฎหมายเฉพาะด้านในการกำกับดูแลสินค้าเกษตร หากไม่มีการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดช่องว่างและขาดประสิทธิภาพ

นายสรวุฒิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในนามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ภายใต้ชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” จะช่วยให้การประสานงานและการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สามารถใช้เครื่องมือและอำนาจตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันและปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายตลอดห่วงโซ่การผลิต

สำหรับกรณีทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ ต้องแยกการกำกับดูแลออกเป็น 2 ส่วน คือ การนำเข้าเพื่อแปรรูปที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดนในลักษณะ “กองทัพมด” ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เนื่องจากอาจมีการนำทุเรียนจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทย หากตรวจพบสารตกค้าง ศัตรูพืช หรือปัญหาด้านคุณภาพ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในตลาดโลก

“หากปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์สินค้าไทย เมื่อเกิดปัญหาสารตกค้างหรือศัตรูพืช ประเทศคู่ค้าอาจมองว่าเป็นปัญหาของสินค้าไทยทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องยกระดับการตรวจสอบและเฝ้าระวังให้เข้มงวดมากขึ้น” นายสรวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ ชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” จะขยายผลการทำงานไปสู่การแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรอื่น ๆ อาทิ การตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ข้าว การป้องกันการหลอกจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงการเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ภาคสนาม โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสรวุฒิ กล่าวว่า ต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจอยู่เสมอ แต่เมื่อเห็นว่ามาตรการใดเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและประเทศในภาพรวม ก็จำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยชุดเฉพาะกิจ “พระพิรุณ” จะเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย ดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตร และสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกภาคส่วน

“วันนี้ผลการดำเนินงานเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น การตรวจจับสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการยกระดับมาตรฐานภาคการเกษตรของประเทศ” นายสรวุฒิ กล่าว