ผกก.เมืองชลฯ สั่งรื้อคดีด่วน! เก๋งอ้าง "ผู้พิพากษา" จอดกลางถนน เปิดประตูชน จยย. คว่ำ ขณะที่ทีมข่าวออนไลน์ช่อง 8 จับมือ มูลนิธิรณรงค์ฯ บุกโรงพักทวงคืนความยุติธรรมให้เหยื่อ!!
จากกรณีที่มีผู้เสียหายส่งข้อความร้องทุกข์ผ่านข่าวออนไลน์ช่อง 8 ว่าทางครอบครัวไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากลูกชายเกิดอุบัติเหตุ จากการที่รถเก๋งคันหนึ่ง ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้พิพากษา จอดรถกลางถนนก่อนเปิดประตูรถ จนทำให้รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน จนได้รับบาดเจ็บ ทำให้ทีมข่าวออนไลน์ช่อง 8 ติดต่อปรึกษาทนายรณณรงค์ แก้วเพชร์ ประธานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม กระทั่งได้รับการติดต่อว่าจะเดินทางเข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหายที่จังหวัดชลบุรี

วันนี้ 17 พ.ค. 69 ทีมข่าวออนไลน์ช่อง 8 พร้อมด้วยนางชฎาภรณ์ พงศ์ทอง และทีมงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เดินทางมาที่จุดเกิดเหตุ จึงทราบว่าจุดดังกล่าวนั้นเป็นช่วงทางโค้ง และมีช่องทางจราจรที่ไม่กว้างมาก แต่รถยนต์ยังสามารถจอดชิดซ้ายหรือนำรถไปจอดในที่ปลอดภัยก่อนเดินมาที่ร้านอาหารที่อยู่ใกล้เคียงได้ และจากการสังเกตมีรถที่กระทำพฤติกรรมคล้ายกับรถเก๋งคันดังกล่าวอยู่หลายคัน
หลังจากนั้นได้ประสานเข้ามาที่ สภ.เมืองชลบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าและสอบถามถึงกรณีที่ร้อยเวร ณ วันเกิดเหตุ นั้นได้พิจารณาให้ฝ่ายรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายเป็นฝ่ายผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว ทีมข่าวได้เดินทางมาพร้อมกับผู้เสียหาย และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ก่อนจะเข้าพบรองผู้กำกับการ สภ.เมืองชลบุรี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหาย

ภายหลังการสอบปากคำผู้เสียหายประมาณสาม 30 นาที นางชฎาภรณ์ เผยว่า ได้นำผู้เสียหายและครอบครัวเข้าพบรองผู้กำกับการ สภ.เมืองชลบุรี เพื่อขอความเป็นธรรม โดยผลการหารือเบื้องต้น พ.ต.อ.สมชาย ทิวงษา ผู้กำกับการ สภ.เมืองชลบุรี ได้สั่งการให้มีการ "รื้อคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่" เนื่องจากคดียังไม่ถึงที่สุดและยังไม่มีการเปรียบเทียบปรับอย่างเป็นทางการ โดยจะมีการนัดสอบปากคำพยานเพิ่มเติมในวันทำการ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ร้องทุกข์
นอกจากนี้ จากการลงพื้นที่จุดเกิดเหตุ พบว่าเป็นถนนแคบและมีรถจอดกีดขวางในลักษณะคร่อมเลนจราจร ซึ่งตามสัญชาตญาณผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ย่อมเลือกแซงผ่านด้านที่มีพื้นที่ว่าง แต่กลับมีการเปิดประตูรถออกมาอย่างกะทันหันจนเกิดอุบัติเหตุ แต่ในตอนแรกผู้บาดเจ็บกลับถูกระบุว่าเป็นผู้ผิดเพียงฝ่ายเดียว

ด้านนางจันทร์เพ็ญ แม่ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยด้วยเสียงสั่นเครือว่า ครอบครัวมีอาชีพหาเช้ากินค่ำ ต้องไปกู้ยืมเงินเถ้าแก่จำนวน 2,500 บาท เพื่อนำมาเตรียมจ่ายค่าปรับตามที่เข้าใจในตอนแรก ซึ่งเงินจำนวนนี้ถือเป็นภาระที่หนักมากสำหรับครอบครัว พร้อมระบุว่าเสียใจที่คู่กรณีไม่แสดงความใยดีต่ออาการบาดเจ็บของลูกชายเลย
หลังจากนี้ผู้เสียหายจะเข้ารับการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในชลบุรีเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบคดี ทางมูลนิธิฯ จะพาผู้เสียหายเข้าพบอัยการกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เนื่องจากคู่กรณีมีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ทำให้ทางครอบครัวผู้เสียหายเกิดความกังวลใจว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
ทั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ ระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ในการเคารพกฎจราจร และย้ำว่าทุกคนควรอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติจากฐานะหรืออาชีพ














