เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษพัทยา นำตัว "หมิงเฉิน ซัน" ส่งโรงพยาบาล หลังเกิดอาการเครียดหนักจนชักตาค้าง ระหว่างนำตัวเข้าสู่ระบบคัดกรองนักโทษ
เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 11 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษพัทยา ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี นำตัว นาย หมิงเฉิน ซัน ผู้ต้องหาชาวจีนคดีซุกระเบิดซีโฟร์ และอาวุธสงครามจำนวนมาก ส่งโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ หลังเกิดอาการชักเกร็งระหว่างถูกนำตัวเข้าสู่ระบบคัดกรองนักโทษ เรือนจำพิเศษพัทยา
ขณะเดียวกัน บริเวณหน้าโรงพยาบาล พบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง และกำลังฝ่ายความมั่นคงกว่า 20 นาย กระจายกำลังดูแลพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด พร้อมเดินตรวจตราตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด เนื่องจากคดีดังกล่าวยังถือเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามและความมั่นคงของประเทศ
จากการสอบถามข้อมูลทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ไม่ยอมรับประทานและดื่มเพียงน้ำเปล่าตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รวมแล้วเป็นเวลาเกือบ 4 วัน อีกทั้งยังอยู่ในภาวะเครียดจัด จึงทำให้เกิดอาการชักเกร็ง แพทย์จึงให้น้ำเกลือ รวมถึงให้ยาเพื่อทำให้ผู้ต้องหาเกิดอาการผ่อนคลาย และยังจะต้องเฝ้าดูอาการอย่างน้อยเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
และเมื่อวานวันที่ 11 พ.ค. 69 ทีมข่าวยังได้ภาพจากกล้องวงจรปิดก่อนเกิดเหตุรถพลิกคว่ำของนาย หมิงเฉิน ซัน พบว่าเจ้าตัวได้ออกจากบ้านช่วงเวลาประมาณ 15.36 น. ของวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากนั้นได้ขับรถเลียบทางรถไฟห้วยใหญ่ โดยกล้องวงจรปิดอีก 2 มุม ริมถนนทางเรียบไฟช่วงเวลา 15.52 น. สามารถจับภาพรถของนายหมิงเฉินซัน ขับไปตามถนนด้วยความเร็ว ซึ่งระหว่างนั้นฝนได้ตกลงมาทำให้พื้นถนนลื่นจนนำไปสู่การเกิดอุบัติอุบัติเหตุในที่สุด ต่อมาทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของ นายจำลอง ซึ่งเป็นคนที่รับโอนเงินซื้อขายปืนอีกครั้ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สัตหีบ ชลบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายกองทัพเรือสัตหีบเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้น
นาง หนูดี เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า ตนเองอาศัยอยู่ที่นี่มานาน ยอมรับว่า มักจะเห็นรถเข้าออกที่บริเวณพื้นที่บ้านหลังนี้เป็นจำนวนมาก โดยในแต่ละวันจะมีคนไม่ซ้ำหน้าเข้าออกที่บ้านหลังนี้ตลอด บางครั้งตนก็จะเห็นมีทั้งคนที่แต่งตัวดีภูมิฐานใส่สูทผูกเนกไท และบางครั้งก็จะเห็นรถยนต์หรูขับเข้าออกตลอด ซึ่งตนเองก็ไม่แน่ใจว่ามาติดต่อธุระเรื่องอะไร นางหนูดี บอกว่า เดิมทีพื้นที่ตรงนี้จะมีแรงงานคนไทยมาดูแลอยู่ประมาณ 2-3 คน ซึ่ง 1 ในนั้นมีนายจำลอง ส่วนแรงงานต่างด้าวหรือชาวจีนตนไม่เคยเห็น หรืออาจจะเคยมีมา แต่เป็นช่วงจังหวะที่ตนไปทำงานก็เลยอาจจะทำให้สวนทางกับตน จึงทำให้ตนเห็นว่าว่าในช่วงกลางวันมีใครเข้ามาติดต่อธุระอะไรที่นี่หรือไม่ ส่วนนายหมิงเฉินซัน คนจีนที่เป็นข่าว ยอมรับว่าตนเองก็ไม่เคยสังเกตว่า เจ้าตัวเคยมาที่นี่หรือไม่ เพราะอย่างที่ตนเคยบอกว่า ในแต่ละวันก็จะมีรถและคนที่มากหน้าหลายตาขับเข้าออกเป็นจำนวนมาก แต่ละคนที่ขับเข้ามาก็จะออกไปไม่ได้ดูมีพิรุธอะไรแต่อย่างใด
ขณะเดียวกันยอมรับว่า ที่ผ่านมาตนก็เคยเห็นชายหัวเกรียนเข้ามาที่พื้นที่บริเวณตรงนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ตนก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นทหารหรือใคร เพราะลักษณะผมที่เกรียนไม่ได้เป็นผมที่คล้ายกับทรงผมทหารเกณฑ์จึงทำให้ตนไม่กล้าชี้ว่าเป็นทหารหรือไม่ ต่อมาทีมข่าวจึงได้สอบถามนางหนูดีว่าในช่วง 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมาก่อนจะเป็นข่าว ตนเองสังเกตเห็น ว่า พื้นที่ตรงนี้เริ่มมีการจ้างวานการ์ดมาเฝ้าพื้นที่ ตลอดทั้งวันทั้งคืน โดยจะแบ่งหน้ากันเฝ้าคนละ 2 กะ กะละ 2 คน ยืนเฝ้าพื้นที่ไม่ให้ห่างสายตา จึงทำให้ตนตั้งข้อสังเกตและก็สงสัยว่าพื้นที่ตรงนี้มีอะไรหรือมีความลับอะไรบางอย่างซ่อนอยู่หรือไม่
ขณะที่ สภ.นาจอมเทียน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมีการทำงานสืบสวนสอบสวน เพื่อขยายผลเกี่ยวกับคดีอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ (11 พ.ค.69) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำของกลางที่เป็นอาวุธสงครามทั้งหมด ลำเลียงออกจาก สภ.นาจอมเทียน ไปเก็บที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป
ล่าสุดทีมข่าวได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับพลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า อาวุธปืน M4 จำนวนสองกระบอกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดมาได้จากนายหมิงเฉินซันนั้น จากการตรวจสอบของกองทัพเรือ ยืนยันว่าไม่ใช่ถูกนำออกไปจากคลังสรรพาวุธของกองทัพเรืออย่างแน่นอน เบื้องต้นมีการตรวจเช็กคลังสรรพาวุธและให้ทยอยรายงานข้อมูลมาแล้ว ยืนยันทางกองทัพเรือให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างดีและตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงของประเทศ
ซึ่งหลังจากเกิดเหตุทางกองทัพเรือได้มีการสอบสวนทหารเรือจำนวน 2 นายที่อยู่ในสังกัดตั้งแต่วันแรกๆ เป็นการสอบสวนกันภายในก่อน เมื่อทราบข้อเท็จจริงว่า เกิดความผิดขึ้น จึงได้สั่งการให้ผู้บังคับบัญชาพาทหารเรือ 2 นายนี้ไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งขณะนี้แม้ว่า ทหารเรือ 2 นาย จะถูกปล่อยตัวออกมาชั่วคราวแล้ว แต่ยังอยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ ยืนยันทางกองทัพเรือจะไม่ปกป้องหากมีความผิดจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และทางกองทัพก็มีบทลงโทษทางวินัยสูงสุดเช่นกัน

















