"พระมหา" ค้ามนุษย์ หลอกเด็กบวชเณร พาไปเรี่ยไรเงินที่มาเลย์ อ้างแบ็กใหญ่ ช็อกอายุน้อยสุด 5 ขวบ ครอบครัวร้องมูลนิธิปวีณา วอนช่วยเหลือพากลับประเทศ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 8 พ.ค.2569 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี คลองเจ็ด ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีผู้ปกครอง ด.ช.อายุ 5 ขวบ ด.ช.อายุ 11 ขวบ และ ด.ช.อายุ 12 ขวบ รวม 3 ครอบครัว เดินทางมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ราชบุรี 2 ราย เข้าร้องเรียนกับนางปวีณา หงสกุล เพื่อวอนช่วยประสานทางการประเทศมาเลเซีย นำตัวลูกชายกลับประเทศไทย
หลังมีพระสงฆ์มาขอพาไปบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อ 2 เม.ย.2569 ก่อนที่พระสงฆ์ 2 รูปจะถูกตำรวจที่มาเลเซีย จับข้อหาค้ามนุษย์ หลอกเด็กไปมาเลเซียบวชเณรและเรี่ยไรเงิน หลังสืบทราบพฤติกรรมพระสงฆ์มานานร่วม 4 ปี

พฤติกรรมจะพาเด็กไทยอายุระหว่าง 5–15 ปี ข้ามประเทศไป โดยเด็กบางรายไม่มีเอกสารเดินทางและไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง 20 กว่าคน โดย 17 คนมีหนังสือเดินทางและเอกสารครบถ้วน ได้รับการส่งกลับมายังประเทศไทยแล้ว ขณะที่เด็กอีก 7 คน ที่ไม่มีเอกสารเดินทาง ซึ่งมีอายุน้อยสุดเพียง 5 ขวบ ยังถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ทำหนังสือด่วนไปยังเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และมอบหมายให้ไดอาน่า ฟู ที่ปรึกษามูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ฝ่ายต่างประเทศ ติดต่อตรงไปยังสถานฑูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย ช่วยเหลือโดยด่วน
ขณะนี้มีเด็ไทย 7 ราย ยังอยู่ในสถานกักตัวประเทศมาเลยเซีย โดยนางปวีณา จะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอีกทาง เพื่อขอความกรุณาช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับเด็กที่ยังเด็กมาก และไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำใดๆ ทั้งสิ้นในครั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กได้กลับประเทศไทยโดยเร็ว
น.ส.แอน อายุ 40 ปี แม่ของ ด.ช.อายุ 5 ขวบ เผยว่า ตนไปทำงานเป็นวิศวกรของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศฟิลิปปินส์ จึงให้ลูกชายอยู่ในความดูแลของตากับยาย ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเมื่อต้นเดือน เม.ย.2569 ยายได้พูดให้ตนฟังว่า พระสงฆ์ ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน อ.สามร้อยยอด ซึ่งเป็นสำนักสงฆ์ที่ตายายไปทำบุญเป็นประจำ จนได้รู้จักสนิทกันกับพระสงฆ์รูปนี้ และยังเห็นว่าพระสงฆ์มักจะรับเด็กชายที่ครอบครัวยากจนมาดูแลและบวชเรียนด้วย

น.ส.แอน กล่าวว่า ต่อมาวันที่ 2 เม.ย.69 พระสงฆ์ จัดพิธีขอขมาผู้ปกครอง และพระสงฆ์มาขออนุญาตจากตากับยายว่า ขอพาลูกชายไปร่วมพิธีบวชเณรภาคฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย ตากับยายจึงบอกกับพระสงฆ์ว่า เด็กยังไม่มีพาสปอร์ตใดๆ อีกอย่างเด็กอายุยังน้อย แต่พระสงฆ์บอกว่าไม่เป็นไรสามารถเดินทางไปได้ และยังบอกอีกว่าสำนักสงฆ์นี้จะจัดพาเด็กๆ ไปบวชที่ประเทศมาเลเซียอยู่ตลอด ซึ่งไม่เคยมีปัญหาใดๆ ด้วยความที่ตายายสนิทและไว้ใจกับพระสงฆ์ จึงอนุญาตให้ลูกชายไป ซึ่งยังติดต่อกับลูกชายได้ตลอด
น.ส.แอน กล่าวว่ากระทั่งวันที่ 4 เม.ย.69 ไม่สามารถติดต่อลูกชายได้ วันที่ 6 เม.ย.69 ได้รับการติดต่อจากลูกศิษย์สำนักสงฆ์แจ้งว่า ตอนนี้เด็กๆ อยู่หน้าด่าน รอทำเอกสาร แต่ยังไม่สามารถเข้าได้ ให้รอวันถัดไป วันที่ 7 เม.ย.69 พยายามติดต่อ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ขาดการติดต่อ วันที่ 8 เม.ย.69 เวลาประมาณ 17.08 น. ได้รับแจ้งจากลูกศิษย์สำนักสงฆ์แจ้งว่า เด็กที่ไม่มีพาสปอร์ต 7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกชายของตนด้วย ถูกกักตัวที่ชายแดนฝั่งมาเลเซีย รวมถึงพระสงฆ์และคนขับรถพาไป แต่ในส่วนของผู้ติดตามคนอื่นถูกปล่อยกลับมาฝั่งไทย เนื่องจากมีพาสปอร์ต
น.ส.แอน กล่าวว่า วันที่ 29 เม.ย.69 ตนไปติดต่อขอเข้าเยี่ยมลูกชายร่วมกับทางกงสุลไทยประจำปีนัง ลูกชายบอกว่าอยากกลับบ้าน และเมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ตนฟังคำพูดของลูกแล้วรู้สึกสงสารลูกมาก จึงวอนขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือประสานให้ลูกชายได้กลับมาประเทศไทยโดยเร็ว

ส่วนนายเอ อายุ 18 ปี เป็นน้าชายของ ด.ช.อายุ 11 ขวบ กล่าวว่า ตนและหลานชาย เป็นเด็กวัดและอาศัยเรียนอยู่ในโรงเรียนวัดแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี มาประมาณ 6 ปี โดยมีเด็กที่อยู่ในความดูแลของวัดประมาณ 150 คน และนายบี อายุ 36 ปี พ่อของ ด.ช.อายุ 12 ปี ซึ่งให้ลูกชายไปอยู่และเรียนที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี มาประมาณ 2 ปี
ต่อมาช่วงวันที่ 27 มี.ค.69 มีพระสงฆ์รูปหนึ่งมาจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ้างว่าเป็นประธานแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจัดโครงการนำเด็กไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย เป็นปีที่ 3 จึงอยากจะขอเด็กไปร่วมโครงการ 10 คน แต่หลวงพ่อที่วัดไม่อนุญาตให้ไป ระหว่างนั้นพระสงฆ์รูปดังกล่าวไปคุยกับเด็กๆ จนทำให้เด็กอยากไปบวชในโครงการ และโทรศัพท์ไปขออนุญาตผู้ปกครองจึงอนุญาต
“หลวงพ่อบอกว่าเด็กๆ ไม่มีเอกสารเดินทางใดๆ พระสงฆ์จึงบอกว่าไม่เป็นไร มีวิธีที่จะสามารถพาเข้าได้ไปได้ วันที่ 30 มี.ค.69 พระสงฆ์ได้มารับเด็กที่วัด เพื่อไปทำการซ้อมบวชที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่งใน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนที่จะเดินทางพาไปเข้าโครงการที่ประเทศมาเลเซีย และยังติดต่อกับหลานชายได้ตลอด ต่อมาวันที่ 2 เม.ย.69 หลานชายโทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะออกเดินไปประเทศมาเลเซีย จากนั้นไม่ได้ติดต่อกัน กระทั่งวันที่ 8 เม.ย.69 ตนได้รับการติดต่อจากลูกศิษย์ของสำนักสงฆ์ว่าเด็กที่ไม่มีพาสปอร์ต 7 คน ติด ตม.ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหลายชายของตนด้วย ตอนนี้ถูกกักตัวที่ชายแดนฝั่งมาเลเซีย ไม่นานก็จะได้กลับไทย” นายเอ กล่าว
นายเอ กล่าวว่า ผ่านมาวันที่ 11 เม.ย.69 ตนไปเห็นข่าวว่า มีพระสงฆ์ที่พาเด็กไปบวชบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่ประเทศมาเลเซีย ถูกตำรวจมาเลเซียจับกุมข้อหาค้ามนุษย์ หลอกเด็กไปมาเลเซียบวชเณรเรี่ยไรเงิน จึงแจ้งให้หลวงพ่อทราบ ก่อนพยายามติดต่อสอบถามลูกศิษย์สำนักสงฆ์ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงตัดสินใจพากันเดินทางเข้าร้องขอให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยเหลือนำตัวน้องชายกลับมาประเทศไทยด้วย

สืบเนื่องจากวันที่ 12 เม.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย.69 ตำรวจรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย จับกุมตัว “พระมหา” กับพระสงฆ์อีกหนึ่งรูปจากประเทศไทย ในข้อหาค้ามนุษย์ เนื่องจากนำเด็กอายุ 7-15 ปี จากประเทศไทยไปบรรพชาสามเณรฤดูร้อนที่มาเลเซีย เพื่อออกเรี่ยไรเงิน แต่กลับไม่มีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง รวมทั้งหนังสือเดินทาง
พฤติกรรมของ “พระมหา” จะติดต่อเด็กมาจากครอบครัวที่ยากจน ทั้งยังอ้างว่าเป็นประธานมูลนิธิ มีความสนิทกับพระผู้ใหญ่ เพื่อขอนำเด็กมาบวชเณรที่วัดไทยในประเทศมาเลเซีย ที่มีการแอบอ้างว่า เป็นวัดสาขาของวัดดังแห่งหนึ่งในประเทศไทยด้วย จากนั้นจะพาเณรออกเรี่ยไรเงิน จากทั้งคนไทย มาเลเซียและสิงคโปร์
มีรายงานด้วยว่า ตำรวจรัฐเคดาห์ติดตามพฤติกรรมของ “พระมหา” มาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว เมื่อ “พระมหา” ถูกจับกุมตัว ได้ประสานพระสงฆ์ไทยในรัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย ดำเนินการสึก “พระมหา” และพระสงฆ์อีกหนึ่งรูป เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ในส่วนของเด็กที่ถูกหลอกไป มีรายงานว่ามี 17 คน ซึ่งมีหนังสือเดินทางและเอกสารครบถ้วน ได้รับการส่งกลับมายังประเทศไทย และอยู่ในความดูแลของวัดในวัง อ.นาทวี จ.สงขลา ขณะที่ยังมีเด็กอีก 7 คน รวมทั้ง “พระมหา” และพระสงฆ์ไทยอีกหนึ่งรูป ยังถูกกักตัวอยู่ที่รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย

















