"เอกนัฏ" รมว.พลังงาน ลุยปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ใช้ต่ำกว่า 200 หน่วย จ่ายไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เตรียมเริ่มรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่า “ผมได้เรียกทีมงานมาหารือในเรื่องนี้ และเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนดังกล่าว หากไม่สามารถเจรจาปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงไบโอแมส ก็ต้องมาเจรจาราคาที่เหมาะสม โดยผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้ ถือว่ามีการผลิตไฟฟ้าขายให้กับรัฐคืนทุนไปนานแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงาน เปลี่ยนไปจากอดีต จึงควรปรับราคารับซื้อให้เป็นธรรม”

ทั้งนี้ หากเจรจากันไม่รู้เรื่อง ก็ยินดีให้ภาคเอกชนฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐได้ ล่าสุดกระทรวงพลังงานก็ได้หารือกับสำนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาข้อมูลในเรื่องนี้แล้ว คาดว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนของแอดเดอร์กลุ่มนี้ได้ จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ 10 สตางค์ต่อหน่วย เรื่องนี้ตนจะเจรจาเหมือนกรณีโรงกลั่นน้ำมัน เพราะเอกชนไม่ได้ขาดทุน แต่อาจเป็นการขาดทุนกำไร ก็ต้องปรับสู่สภาพที่ควรจะเป็น เรื่องแอดเดอร์ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ก็ต้องยกเลิก จะฟ้องร้องก็สามารถทำได้ แต่จะปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้

สำหรับการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน ได้ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือน มิ.ย.2569 มีรายละเอียด ดังนี้ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 23.2 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น

ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า น้อยกว่า 200 หน่วย/เดือน 15.4 ล้านครัวเรือน , กลุ่มใช้มากกว่า 200 หน่วย 7.8 ล้านครัวเรือน จะมีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200–400 หน่วย/เดือน ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 4.6 ล้านครัวเรือน จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตราปกติ)
ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 401 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุมผู้รับผลประโยชน์ 3.2 ล้านครัวเรือน รอปรับอัตราใหม่ และแนะนำให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง

นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตามโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก จะได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง คือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200-400 หน่วย ได้ใช้ไฟฟ้าในอัตราปกติ หรือถูกลงเล็กน้อย เพราะช่วง 200 หน่วยแรกได้ใช้ไฟถูกลงไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เมื่อนำมาคำนวณค่าไฟฟ้า ก็อาจเฉลี่ยให้ค่าไฟรวมถูกลงได้ ส่วนผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 401 หน่วยขึ้นไป จะเป็นการปรับอัตราใหม่แบบขั้นบันได ที่อัตราเดิมจะจ่ายอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย จะเพิ่มขึ้น 1 บาท เป็นต้องจ่ายกว่า 5 บาทต่อหน่วย และถ้าเกิน 400 หน่วยไม่มาก ก็ยังถือว่าค่าไฟฟ้ายังเป็นอัตราปกติ แต่ถ้าใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 480-500 หน่วยขึ้นไป ก็อาจจะเท่าทุน จากการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่

โครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศไทยแบบขั้นบันไดเดิมใช้มากว่า 20 ปีแล้ว ไม่เคยปรับ จึงไม่สะท้อนว่า คนใช้ไฟฟ้าน้อย ก็ควรต้องได้รับค่าไฟในราคาที่ถูก คนใช้จำนวนมาก ก็ควรต้องจ่ายแพง เพราะกลุ่มคนที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ทำให้ประเทศต้องใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 60% ของเชื้อเพลิง และต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) 30% จากต่างประเทศ ที่บางช่วงเจอวิกฤติ จะมีต้นทุนแอลเอ็นจีแพง ดังนั้น หากลดการนำเข้าแอลเอ็นจี ลงได้ 5-10% เหลือนำเข้าสัดส่วนเพียง 20% จะช่วยลดต้นทุนค่าเอฟทีลงได้ 10 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานกำลังหาแนวทางปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้าปัจจุบัน ที่งวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ปรับขึ้นจากงวดเดือนมกราคม - เมษายน ที่มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย ตามผลกระทบต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง โดยจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น อาจจะของบกลาง, เงินของการไฟฟ้าฯ และ เงินชอร์ตฟอล (Shortfall) หรือ ส่วนต่างต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าที่ประมาณการไว้จาก ปตท. ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องไปนำเข้า LNG เข้ามาใช้แทน โดยคาดหวังว่าจะนำเงินในส่วนนี้มาลดต้นทุนค่าFt ในส่วนการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก และตั้งเป้าหมายให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 3.95 บาทต่อหน่วย เหลือประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย