คุมเข้ม "ร.อ.วิโรจน์" บินด่วนลงนราฯสอบปากคำต่อ สารภาพยิง "สส.กมลศักดิ์" ไม่ปริปาก หลังถูกถามใครบงการ อ้างนาทีลั่นไกเกิดลังเล ทำกระสุนพลาด
วันที่ 23 เม.ย. 69 ภายหลังจากที่ตำรวจควบคุมตัว "ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี" ผู้ต้องหาคดียิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มาสอบปากคำที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล กลางดึกที่ผ่าน
จากนั้นเมื่อเวลา 03.00 น. ตำรวจได้ควบคุมตัว ร.อ.วิโรจน์ ไปฝากควบคุมตัวในห้องขังที่ สน.พญาไท โดยมีตำรวจคุมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างควบคุมตัว จนเวลา 06.00 น. ชุดสืบสวนนครบาล ได้ไปรับตัว ร.อ.วิโรจน์ มายัง กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล อีกครั้งเพื่อสอบปากคำ และเตรียมความเรียบร้อย ซึ่งระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ได้มีการนำเสื้อเกราะมาสวมใส่ให้ ร.อ.วิโรจน์ ก่อนที่จะนำตัวขึ้นรถตู้ และยังคงมีตำรวจชุดสืบสวนนครบาลคุ้มกันอย่างใกล้ชิด
โดยมีรถของผู้บังคับบัญชา ขับนำขบวน พร้อมทีมสืบสวนชุดจับกุมที่จะนำตัวไปส่ง ที่สนามบิน กองบินตำรวจ (ดอนเมือง)
ระหว่างที่คุมตัวมาขึ้นรถ และควบคุมตัวมาขึ้นเครื่องบิน ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามในหลายประเด็น ทั้งประเด็นผู้บงการ เหตุผลในการลังเลก่อนลงมือยิง และความเครียดหลังถูกจับกุม รวมถึงการก่อเหตุใช่นิสัยนาวิกโยธินหรือไม่ รู้ข้อมูลจากสมพรมากแค่ไหน และเคยเป็นหัวหน้าสมพรแล้วทำไมถึงมาเป็นลูกน้อง
ซึ่งเจ้าตัว ไม่ตอบคำถามใด ๆ ก่อนเดินก้มหน้าและตำรวจพาขึ้นเครื่องบินในเวลา 08.00 น. โดยมีพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจ.นราธิวาส รอรับตัว ที่ จ.นราธิวาส เพื่อส่งไปสอบปากคำที่ สภ.เมืองนราธิวาส ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนขยายผล ซึ่งคาดว่าจะเดินทางถึงในเวลา 09.30 น. ก่อนจะฝากขังในวันพรุ่งนี้
ทั้งนี้จากสอบปากคำ ร.อ.วิโรจน์ เมื่อคืนนี้ เบื้องต้น ร.อ.วิโรจน์ ให้การยอมรับสารภาพกับตำรวจว่า เป็นผู้ลงมือยิง สส.กมลศักดิ์ จริง โดยมาที่ จ.นราธิวาส เพราะรู้จักกับนายสมพร หนึ่งในผู้ต้องหา และรู้ข้อมูลว่าจะมีการยิง สส.กมลศักดิ์จากนายสมพร แต่ยังอ้างว่าไม่รู้ใครเป็นคนบงการ และไปอยู่ จ.นราธิวาส 1เ ดือน ก่อนก่อเหตุ พร้อมยอมรับว่า ไปยืมรถจากนายทหาร กอ.รมน.หลายครั้ง แต่ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับนายทหารที่ให้ยืมรถ
ทั้งนี้ ร.อ.วิโรจน์ ยอมรับกับตำรวจว่า เหตุที่ สส. กมลศักดิ์ไม่ตาย เพราะขณะลั่นไกตนเองเกิดความลังเล ไม่รู้อะไรดลใจ จึงสาดกระสุนกระสุนไปหน้ารถแทน แต่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ โดยจะต้องมีการสอบสวนขยายผลต่อ
ส่วนความสัมพันธ์ของ สส.กมลศักดิ์ นั้น ร.อ.วิโรจน์ให้การว่าไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่รู้จักข้อมูลของ สส.กมลศักดิ์ ผ่านนายสมพร และพบว่า ร.อ.วิโรจน์ เคยทำงาน จ.นราธิวาส ปี2533-2534 ซึ่งเป็นนาวิกโยธินโดยเป็นผู้บังคับบัญชานายสมพรมาก่อน และมาถูกจับกุมในข้อหา ร่วมกันฆ่า สส.กมลศักดิ์
ขณะที่ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร. พร้อมชุดสืบสวน ควบคุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีร่วมกันพยายามฆ่า นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ มาถึงยังกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) เพื่อทำการสอบปากคำเข้ม โดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เดินทางมาอำนวยการสอบสวนด้วยตนเอง
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ร.อ.วิโรจน์ ถือเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ในกลุ่มผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด 5 ราย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ครบก่อนหน้า ประกอบด้วย นายสมพร ลังเดช และ นายสุนทร พหรมภักดี (ถูกจับกุมที่ จ.นราธิวาส) นายอลาวี (ถูกจับกุมที่กรุงเทพมหานคร) นายธนภัทร วัฒนภิญโญ มือปืน (ถูกจับกุมที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี)
สำหรับ ร.อ.วิโรจน์ ถูกรวบตัวได้ที่ชายแดน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังหลบหนีไปกบดานในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา นานกว่า 1 เดือน
จากการสอบสวนเบื้องต้น ร.อ.วิโรจน์ ให้การยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงจริง โดยให้ข้อมูลย้อนไปถึงปูมหลังว่า หลังลาออกจากราชการทหารขณะมียศ "ร้อยเอก" ได้ไปทำงานกับสหประชาชาติ (UN) นานถึง 16 ปี เมื่อกลับมาประเทศไทยได้ประสบปัญหาวางงาน จึงเข้ามาพักอาศัยกับ นายสมพร จนกระทั่งทราบเรื่องการรับงานจ้างวานผ่านนายสมพร "จำเลยรับว่ารู้ข้อมูลงานจากสมพร แต่ในจังหวะที่จะต้องลงมือสังหาร นายกมลศักดิ์ เกิดความรู้สึกลังเล จึงตัดสินใจเบี่ยงวิถีกระสุนสาดไปที่บริเวณหน้ารถแทน เพื่อหวังเพียงให้เกิดความหวาดกลัวหรือบาดเจ็บเท่านั้น ไม่ได้ประสงค์ถึงชีวิต" คำให้การบางส่วนจากผู้ต้องหา
นอกจากนี้ ร.อ.วิโรจน์ ยังยอมรับเรื่องการยืมรถยนต์จากหน่วยงานความมั่นคง (กอ.รมน.) ผ่านทาง น.อ.มนตรี โตประเสริฐ มาใช้ในการปฏิบัติภารกิจทมิฬในครั้งนี้ ซึ่งมีการยืมรถใช้รวมทั้งหมด 3 ครั้ง
พล.ต.อ.สำราญ ยืนยันว่า แม้ผู้ต้องหาจะให้การรับสารภาพในลักษณะอ้างความลังเล แต่ทางตำรวจ "ยังไม่ปักใจเชื่อ" เนื่องจากพยานหลักฐานและคำให้การของกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้มีความขัดแย้งกันในบางประเด็น หลังจากนี้จะส่งตัวผู้ต้องหาไปยัง จ.นราธิวาส ในเช้าวันนี้ เพื่อให้ชุดสืบสวนสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 นำโดย พล.ต.ท.กฤษฎา แก้จันดี รอง ผบช.ภ.9 ดำเนินการขยายผลต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญ กล่าวทิ้งท้าย ว่า "นายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร. กำชับชัดเจน พยานหลักฐานถึงใครต้องเอาผิดถึงที่สุด โดยเฉพาะตัวผู้ใช้จ้างวานหรือผู้บงการ เพราะคดีนี้กระทบต่อความมั่นคงและภาพลักษณ์การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้แทนราษฎร"

















