ข่าวดีเกษตรกร! "สุริยะ" รมว.เกษตรและสหกรณ์ เจรจาสำเร็จ คว้าโควตาปุ๋ยรัสเซียราคาพิเศษต่ำกว่าตลาดโลก รัสเซียพร้อมส่งมอบล็อตแรก 2.5 แสนตัน ก.ค.นี้
แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานเข้ามาว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลจากการบินไปเจรจาปุ๋ยให้พี่น้องเกษตรกรที่ประเทศรัสเซีย ประสบความสำเร็จในการเจรจานำเข้าปุ๋ยจากประเทศรัสเซียในราคาพิเศษที่ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาดโลกในหลายประเทศ
จากสถานการณ์ความไม่สงบในระดับสากล ส่งผลให้ต้นทุนปุ๋ยเคมีปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนเกิดภาวะสงคราม ต้นทุนปุ๋ยอยู่ที่ประมาณ 300-400 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่ปัจจุบันราคาตลาดโลกได้พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน (โดยมีประเทศอินเดียเป็นผู้นำเข้าหลักในอัตราดังกล่าว) ดังนั้น การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถเจรจาจัดหาปุ๋ยได้ในราคา 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน จึงถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่เกษตรกรไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า ทางประเทศรัสเซียมีความพร้อมที่จะดำเนินการจัดส่งปุ๋ยลอตดังกล่าวได้ทันทีและอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อความต้องการใช้ของเกษตรกร โดยมีกำหนดการส่งมอบที่ชัดเจน ดังนี้
ก.ค. - ส.ค. : จำนวน 200,000-250,000 เมตริกตัน
ส.ค. - ก.ย. : จำนวน 250,000-300,000 เมตริกตัน
ก.ย. - ต.ค. : จำนวน 330,000-350,000 เมตริกตัน
ต.ค. - พ.ย. : จำนวน 350,000-400,000 เมตริกตัน
ทั้งหมดนี้เป็นสำหรับ ปุ๋ยยูเรีย สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ควรพิจารณาเป็นรายกรณี (spot basis)
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นราคาที่ต่ำกว่าตลาดโลกถึง 200 เหรียญสหรัฐ และมีแผนการรับมอบสินค้าที่ชัดเจนรองรับ แต่รายงานข่าวระบุว่า ภาคเอกชนและผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยในประเทศยังคงมีท่าทีระมัดระวังในการสั่งซื้อลอตดังกล่าว เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของราคาตลาดในระยะอันใกล้ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องประเมิน 2 ประการ ได้แก่
1. ปริมาณปุ๋ยที่รอส่งมอบ: ปัจจุบันมีปุ๋ยจำนวนประมาณ 2.5 - 3 แสนตัน ลอยลำอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคาดว่าจะเดินทางมาถึงและเข้าสู่ระบบตลาดในอีกประมาณ 3 สัปดาห์ข้างหน้า หากปริมาณปุ๋ยดังกล่าวไหลเข้ามา อาจส่งผลให้ราคาในตลาดปรับตัวลดลง
2. นโยบายการส่งออกของจีน: ผู้ประกอบการยังคงจับตาท่าทีของประเทศจีน ว่าจะมีการพิจารณาเปิดโควตาการส่งออกปุ๋ยสู่ตลาดโลกหรือไม่ ซึ่งหากจีนเปิดการส่งออก จะเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวลดลง
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ภาคเอกชนจึงมีความกังวลถึงภาวะการขาดทุนจากการสต๊อกสินค้าในราคาสูง (ติดดอย) หากสถานการณ์ตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ภาครัฐและเอกชนยังคงต้องร่วมกันประเมินทิศทางตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการการนำเข้าปุ๋ยให้เกิดประโยชน์สูงสุดและส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างแท้จริง

















