ร่างขาด 2 ท่อน! เก๋งซิ่งทับหนุ่ม จยย. ก่อนเสียหลักชนเสาไฟไหม้วอดทั้งคัน พิกัดหน้า รร.บ้านบางคู ถนนเทพกษัตริย์ตรี ภูเก็ต พลเมืองดีช่วยคนขับรอดหวุดหวิด แต่กลิ่นเหล้าหึ่ง แถมตอนแรกอ้างมีคนติดในรถอีก 2 คน แต่ตรวจสอบแล้วพบมาคนเดียว ชาวบ้านลั่น "จุดเสี่ยงอันตราย" ตายบ่อยมาก
วันที่ 11 เมษายน 2569 มีรายงานว่า กลางดึกที่ผ่านมา เกิดเหตุอุบัติเหตุสยองบนถนนเทพกษัตริย์ตรี ขาออก หน้าโรงเรียนบ้านบางคู หมู่ 2 ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต หลังเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากมูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ว่ามีรถเก๋งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์และมีผู้เสียชีวิต
ที่เกิดเหตุพบร่างชายไทย ไม่ทราบชื่อและอายุ นอนเสียชีวิตกลางถนนในสภาพ “ขาดเป็นสองท่อน” เจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ตนำศพส่งโรงพยาบาล ใกล้กันพบรถจักรยานยนต์ล้มคว่ำพังยับ ขณะที่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร พบรถเก๋ง ยี่ห้อ ฮอนด้า พุ่งชนเสาไฟบนเกาะกลางถนน สภาพพลิกคว่ำและถูกไฟลุกไหม้เสียหายทั้งคัน
นส.ย๊ะ ผู้เห็นเหตุการณ์ เผยว่า ขณะเกิดเหตุกำลังอยู่ในร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้าม ได้ยินเสียงดังสนั่นนึกว่าเป็นอุบัติเหตุชนท้าย แต่เมื่อออกมาดูกลับพบรถเก๋งเสียหลักฟาดเสาไฟจนไฟลุกท่วม โชคดีที่คนขับยังมีสติ พยายามโบกมือขอความช่วยเหลือก่อนคลานหนีออกมาจากตัวรถได้ในสภาพบาดเจ็บเล็กน้อย
จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน คาดว่าก่อนเกิดเหตุ รถจักรยานยนต์น่าจะเสียหลักล้มเองกลางถนน ก่อนที่รถเก๋งที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงจากอุโมงค์บ้านบางคู จะพุ่งเข้าทับร่างผู้ขับขี่อย่างจัง จนร่างขาดสองท่อนเสียชีวิตคาที่ จากนั้นรถเก๋งได้เสียหลักพลิกคว่ำพุ่งชนเสาไฟจนเกิดไฟไหม้ดังกล่าว
นายวสุรัต และนายสราวุธ พนักงานดับเพลิง และสมาชิก อบต.เกาะแก้ว เผยว่า เมื่อมาถึงพบไฟกำลังโหมลุกไหม้รถเก๋งอย่างรุนแรง แต่มีพลเมืองดีช่วยนำตัวคนขับออกมาแล้ว จึงเร่งใช้ถังดับเพลิงควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ โดยคนขับได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยและถูกนำส่งโรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลจากผู้ช่วยเหลือ ระบุว่า ขณะเข้าช่วยคนขับได้กลิ่นสุราคล้ายมีการดื่มก่อนขับ ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ตอนแรกคนขับอ้างว่ามีผู้โดยสารอีก 2 คนติดอยู่ในรถ แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบ สุดท้ายยืนยันว่ามาเพียงลำพัง
ชาวบ้านในพื้นที่ เผยว่า ถนนช่วงอุโมงค์บ้านบางคูถึงแยกไฟแดงบ้านเกาะแก้ว มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่มีการใช้ความเร็วสูง จนกลายเป็น “จุดเสี่ยงอันตราย” ที่คร่าชีวิตผู้คนมาแล้วหลายราย
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง พร้อมเร่งติดตามตัวผู้ขับขี่มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป














